ตามรอยลูกปัด

2:31 ก่อนเที่ยง / Comments (0) / by ancientbeads

เมื่อ 23 เม.ย. 52 , เปิดอ่านแล้ว 143 ครั้ง

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ สัมภาษณ์นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้เขียนหนังสือรอยลูกปัด ในรายการ สุรนันทน์วันนี้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2552

สุรนันทน์  อาจารย์เริ่มสนใจลูกปัดมากี่ปีแล้วครับ

นพ.บัญชา  ผมสนใจเรื่องประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แล้วผมเป็นคนปักษ์ใต้ก็สนใจประวัติศาสตร์ภาคใต้ จริงๆผมไปช่วยงานอยู่ที่สวนโมกข์ แล้วที่ไชยารู้กันอยู่ว่ามีลูกปัดเยอะ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะรวบรวม เพราะว่าสวยแล้วก็ราคาแพงเหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นของจริง

สุรนันทน์ มีที่ไชยาเพราะว่าเป็นเมืองค้าขายเก่า เป็นเมืองโบราณ แล้วก็เป็นแหล่งวัฒนธรรม

นพ.บัญชา อาจารย์พุทธทาสก็สอนอยู่เสมอว่าอย่าไปยุ่งเรื่องวัตถุ แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อเกิดสึนามิเมื่อปี 47 ผมเวียนไปตอนนั้นบทบาทหมอยังมีอยู่ ก็รู้ตัวว่าต้องไปช่วยชาวบ้าน ก็พบว่าคนทางฝั่งอันดามัน ตั้งแต่กระบี่ยาวไปจนถึงระนอง แขวนลูกปัดกันเต็มไปหมด แต่พอเห็นก็รู้สึกว่าลูกปัดมีลักษณะเฉพาะ ก็ตามไปถามเขา เขาก็บอกว่าขุดกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่ขุดมาจากใต้ดิน ผมก็รู้ว่าแถวภาคใต้มีประวัติศาสตร์ดั้งเดิมอยู่ เช่นที่คลองท่อมเขาก็บอกว่าอายุแถวๆ คริสต์ศตวรรษที่ 8 ผมก็เลยตามไปดูเรื่อยๆ แต่ที่ตัดสินใจรวบรวมก็คือว่าเจอลูกปัดบางชิ้นเป็นอักขระ เป็นตัวอักษร ในประเทศไทยเราบอกว่าพ่อขุนรามประดิษฐ์อักษรราวๆ พ.ศ. 1700  แต่ประเทศไทยเจออักขระที่เก่ากว่านั้นเป็นอักขระอินเดียโบราณ ก็คืออักขระที่เราเรียกว่าปันละวะ ราวๆ พุทธศตวรรษที่ 11 หรืออย่างเก่งก็แถวๆ พุทธศตวรรษที่ 9 แต่ปรากฏว่าผมไปที่คลองท่อมไปเจอลูกปัดหรือว่าพวกเครื่องแขวน มีอักขระราวๆพุทธศตวรรษที่ 5 ซึ่งเป็นอักขระพราหมี เป็นอักขระที่ใช้สมัยพระเจ้าอโศก

สุรนันทน์ อักขระอินเดียสมัยหลังพระพุทธเจ้าไม่นาน

นพ.บัญชา น่าจะอย่างนั้น

สุรนันทน์ แล้วยุคบ้านเชียงล่ะ

นพ.บัญชา บ้านเชียงไปถึงสมัย 4,000 - 5,000ปี แต่ไม่มีอักขระ ผมก็เลยไปคุยกับอาจารย์สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งถือว่าเป็นปราชญ์ของภาคใต้ ท่านก็บอกว่าของอย่างนี้ต้องเก็บไว้ ผมถามว่าแล้วทำไมอาจารย์ไม่เก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ ท่านบอกว่าไม่มีกำลังถ้าหมอมีกำลังช่วยเก็บไว้หน่อย

สุรนันทน์  เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วชาวบ้านก็รู้มาตลอด

นพ.บัญชา ก็รู้กันมา เขาขุดกันมา 40 กว่าปีแล้วครับ ที่ไชยาเขาก็ไปเดินเก็บกัน ถ้าที่อื่นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในสวนยาง แล้วก็หลังฝนตก เม็ดกรวดเม็ดใหญ่ๆจะถูกทิ้งค้างไว้บนยอดเนินทราย เม็ดเล็กๆก็ถูกน้ำชะไป จริงๆทับถมอยู่นานมากแต่เนื่องจากเราไปแพ้วถางป่า ทำสวนยาง ทำการเกษตร เวลาชาวบ้านเขาขุดหลุมสร้างบ้านก็เจอลูกปัด เจอเหรียญ เจอทอง

สุรนันทน์ แล้วทำไมเหมือนกับกระจาย สมมติอาจารย์บอกว่าเมืองไชยาเป็นเมืองเก่า หรือคลองท่อมสมมติเคยเป็นเมืองเก่าแล้วเราขุดลงไปเจอสิ่งเหล่านี้ไม่แปลก แต่กระจายอยู่ตามสวนยางหรือว่าชายหาด แสดงว่าต้องมีเยอะมาก

นพ.บัญชา ผมจะสรุปโดยสังเขป ก็คือว่าแต่ก่อนที่ภาคใต้พบกัน 2-3 จุด เท่าที่ผมตามไปเรื่อยๆ 3-4 ปีที่ตามดูในภาคใต้มีแหล่งที่พบลูกปัดไม่ต่ำกว่า 25 จุด ทั้งหมดนี้ไม่เคยเจอหลุมฝังศพเลย ไม่เคยเจอกระดูกมนุษย์เลย แล้วสิ่งที่เจอมีทั้งที่เป็นลูกปัดสมบูรณ์ และลูกปัดที่แตก รวมทั้งลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จ แล้วก็ยังเจอเป็นก้อนที่เหมือนกับเอามาทำเป็นวัตถุดิบ แล้วก็มีเครื่องมือด้วย ข้อสันนิษฐานก็คือว่าที่นี่น่าจะเป็นแหล่งผลิต แล้วก็เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ

สุรนันทน์ ตอนแรกผมฟังอาจารย์ผมนึกว่าเรือแตก

นพ.บัญชา ชาวบ้านก็คิดว่าอย่างนั้น อย่างลูกปัดสุริยะเทพ ชาวบ้านบอกว่าหน้าเหมือนอินเดียนแดง ก็คิดว่าพวกอินเดียนแดงเอาเรือมาแล้วเรือมาล่ม ตำนานในปักษ์ใต้ทุกแห่งจะบอกว่าเรือมาล่ม แต่จริงๆแล้วต้องเป็นศูนย์กลางการค้า แล้วต้องมีการผลิตด้วย

สุรนันทน์ ถ้าพูดสมัยนี้ต้องบอกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรม

นพ.บัญชา ผมยังนึกเล่นๆ ว่าของที่ทำเดิมเชื่อกันว่าทำจากอินเดีย แต่ทุกวันนี้พบว่าทำที่ภาคใต้ของประเทศไทยแล้วก็มีหลักฐานเป็นเหรียญ หรือว่าลูกปัดที่แพร่หลายในโรมัน ในอียิปต์ และในเปอร์เซีย มีอยู่ในภาคใต้ของไทยด้วย เพราะฉะนั้นอาจเป็นอย่างที่คุณสุรนันทน์บอกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นแหล่งผลิตสำหรับอีกตลาดหนึ่ง

สุรนันทน์ ไม่กลับกันหรือ คือผลิตทางโน้นแล้วมาขาย

นพ.บัญชา นักประวัติศาสตร์ชื่อปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ ในโลกนี้ถือว่าเป็นเจ้าพ่อลูกปัดของโลก ซึ่งมาศึกษาอยู่แถบอินโดนีเซีย และประเทศไทย ได้สรุปว่าตอนแรกคนผ่านที่นี่เพื่อไปขายเมืองจีน ขายเกาหลี แต่ตอนหลังเนื่องจากลมมรสุมกินเวลามาก กว่าจะมากว่าจะกลับต้องรอเป็นปี เพราะฉะนั้นไหนๆมาแล้วก็เลยขนของ ขนคน ขนช่างฝีมือมาพักแล้วทำที่นี่เลย เป็นการย่นระยะเวลาคล้ายๆเปิดโรงงานที่นี่ เหมือนกับสมัยนี้ญี่ปุ่นมาต่อรถอยู่เมืองไทยแล้วไปขายออสเตรเลีย นี่ก็เหมือนกันคือมาใช้แรงงานที่นี่ วัตถุดิบส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเป็นหินจะเอามาจากอินเดีย เราพบหลักฐานว่าหินจำนวนมากไม่ได้มีอยู่ในประเทศไทย หินสีมีค่าจะเอามาจากอินเดีย ถ้าแก้วก็จะมีเอาเศษแก้วของโรมันมาหลอมที่นี่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมีผู้พบหลักฐานใหม่อีกชิ้นหนึ่ง แกบอกว่าที่คลองท่อมแล้วก็อีกหลายจุดในภาคใต้อาจจะเป็นแหล่งผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็คือมีการเอาทรายมาหลอมเพื่อทำแก้ว ในประวัติศาสตร์การผลิตแก้วของมนุษย์มีการเริ่มผลิตที่อียิปต์เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว แต่ตอนนี้เราพบว่าเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนก็มีผลิตแก้วด้วย

สุรนันทน์ แสดงว่ามีการเอาเทคโนโลยี เอาความรู้มา

นพ.บัญชา ใช่ แล้วอาคนเอาช่างมาบ้าง เอาเครื่องมือมาบ้าง

สุรนันทน์ แสดงว่าฝรั่งเขาศึกษามานานแล้ว เห็นมีแต่ตำราฝรั่งทั้งนั้นเลย

นพ.บัญชา ฝรั่งเดิมเชื่อว่าลูกปัดกลุ่มนี้ผลิตอยู่ในอียิปต์บ้าง ในอาฟกันบ้าง หรือไม่ก็ในเปอร์เซีย ตอนหลังก็ย้ายไปเวนิช แล้วเขาก็คิดว่าส่วนหนึ่งคงมาทางอินเดีย แต่คุณหมอเจมส์ตอนนี้ไปอยู่ที่เกาหลี บอกว่ากำลังพบหลักฐานว่าลูกปัดแก้วทั้งหลายที่อยู่ในเมืองจีน และเกาหลี น่าจะส่งมาจากประเทศไทย

สุรนันทน์ อะไรคือเรื่องที่ทำให้จิ๊กซอตรงนี้มาประกอบกันได้หมด แล้วเชื่อว่าเป็นข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นจริงได้

นพ.บัญชา เท่าที่ผมศึกษาแล้วก็พบก็คือด้วยหลักฐานของลูกปัดที่รูปทรงสอดคล้องกัน หินที่มีที่มาจากหลายแหล่งส่งกันมา แล้วเทียบเคียงกันได้ ที่สำคัญคือในกลุ่มแก้วต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็พบว่าแก้วในสุสานราชวงศ์ซิลลา ของเกาหลี กับแก้วในภาคใต้เป็นแก้วประเภทเดียวกัน องค์ประกอบเหมือนกัน อายุเดียวกัน ก็ราวๆ 1,500 ปี ซึ่งจะต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะเดิมพอได้มาก็เอาไปเก็บ

สุรนันทน์ ถ้าอย่างนั้นลูกปัดเริ่มที่ไหน

นพ.บัญชา แรกสุดลูกปัดนิยมมากที่อียิปต์ แล้วก็เปอร์เซีย หลังจากนั้นคงจะต้องการของดีจากแถวบ้านเรา แล้วจากอินเดีย แล้วพ่อค้าที่ทำการค้าเก่งที่สุดในยุคนั้นก็คือพ่อค้าจากตะวันออกกลาง ลูกปัดจึงใช้เป็นเครื่องประดับ ใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า ก็แลกกันไปแลกกันมา สุดท้ายพอมีความนิยมมากขึ้นซึ่งเขาไม่ได้ค้าที่บ้านเราอย่างเดียว เสร็จแล้วเขาก็ไปจีน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นเครือข่ายการค้าไปคู่กับเส้นทางสายไหม

สุรนันทน์ เส้นทางสายไหมก็ไปทางบก นี่ก็ไปทางทะเล

นพ.บัญชา ไปทางทะเลได้ มีแลนด์บริด ที่บอกว่าอยากทำเขาทำแล้วมาตั้ง 2,000 ปี ถ้าไม่บอกใครจะเชื่อว่ามีแลนด์บริดเมื่อ 2,000 ปีก่อน เพราะที่ตะกั่วป่ากับที่ไชยาหลักฐานที่พบเหมือนกันเลย ก็เข้ามาพักมาผลิตที่ไชยาแล้วก็เข้ามาทางแม่น้ำตะกั่วป่าแล้วก็ข้ามสันเขานิดเดียวเอง นี่ก็เป็นแลนด์บริดโบราณเพื่อตัดเส้นทางอีกตั้งหลายวัน เพราะเป็นเดือนกว่าจะอ้อมแหลมมะละกาได้ แต่นี่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน

สุรนันทน์ แล้วเส้นทางนี้หยุดไปเมื่อไหร่

นพ.บัญชา มีข้อสันนิษฐาน 5 ข้อ ข้อที่หนึ่งก็คือน่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ยุคปลายศรีวิชัย ข้อที่สองคืออาจจะเกิดสึนามิ อันที่สามเกิดภัยพิบัติใหญ่เช่นโรคระบาด อันที่สี่คือเปลี่ยนเส้นทางการค้า และอันที่ห้าก็คือใครก็ไม่รู้เดินทางมาทำลูกปัดที่นี่แล้วก็เดินทางกลับไป แล้วอย่าลืมว่ามีข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งคือพระเจ้าอโศกก่อนที่ท่านจะเผยแพร่พุทธศาสนามาสุวรรณภูมิท่านก็รบไปทั่ว อาจารย์ไมเคิลไรท์ผมก็คุยกับท่าน ท่านบอกว่ากองทัพของอินเดียใต้ที่บุกมาตีศรีวิชัยเมื่อพันปีที่แล้ว คงจะเป็นครั้งนั้นเพราะศรีวิชัยแตก 13 เมือง แล้วก็ถูกทิ้งไว้เป็นซากคนก็อพยพหนีหมดลูกปัดก็เลยถูกทิ้งไว้ใต้ดิน

สุรนันทน์ อาจารย์มองว่าคนทำลูกปัดไม่ใช่คนไทยใช่ไหม

นพ.บัญชา โดยหลักฐานเราเจอหลักฐานของคนเกือบทุกชาติที่นี่ เจอแม้กระทั่งหลักฐานคนยิว คนเปอร์เซีย คนมุสลิม คนจีน หลักฐานแบบอียิปต์ หลักฐานแบบโรมัน

สุรนันทน์ แสดงว่าเมื่อก่อนภาคใต้เราเจริญมาก เป็นแหล่งวัฒนธรรม เป็นแหล่งค้าขายใหญ่เลย

นพ.บัญชา ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะอาจารย์ไมเคิลไรท์บอกว่าของพวกนี้ถ้าเจอในยุโรป ในเปอร์เซีย ของสวยพวกนี้พวกที่เป็นเจ้าของในยุคกรีกยุคโรมันต้องเป็นของคนชนชั้นกษัตริย์ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่ก่อนเราบอกว่าภาคใต้ไกลโพ้นมีแต่เงาะป่า มีแต่ซาไก มีแต่ชาวเลเท่านั้น แต่พอเจออย่างนี้เปลี่ยนการศึกษาใหม่หมด แล้วก็มีร่องรอยทางศาสนามากมาย เราพบสัญลักษณ์ตรีรัตนะ นั้นก็คือสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาซึ่งใช้แพร่หลายหลังสมัยพระเจ้าอโศก แล้วก็มีเป็นเหมือนหัวจระเข้แต่จริงๆแล้วเป็นสัตว์ในเทพนิยายโรมันก็คือมังกร แล้วเอามาใช้ต่อในอินเดีย เพราะฉะนั้นก็จะพบร่องรอยของผู้คนจากหลายเผ่าพันธุ์ แล้วก็หลากหลายศรัทธาความเชื่อ

สุรนันทน์ ในแง่ศิลปะผมมองแล้วก็มีความหลากหลาย มีลูกปัดแบบสีๆกลมๆ ดูจะเป็นหินธรรมชาติ บางอันเห็นมีลวดลายเขียน ต่างกันอย่างไร

นพ.บัญชา มีเป็นแก้ว เริ่มผลิตครั้งแรกในยุคโรมัน ทุกวันนี้ถ้าใครไปตุรกีก็จะรู้จักตาวิเศษ

สุรนันทน์ มีคนเอามาให้ผมติดหน้าบ้านบอกว่าจะสะท้อนความชั่วร้าย

นพ.บัญชา ตาวิเศษอันนี้น่าจะยุคศรีวิชัย จะเอาแก้วใส่เป็นชั้นๆ ที่เห็นสียังสดใสเพราะความเป็นแก้วเป็นหิน แล้วพื้นที่ภาคใต้เราเราอยู่ใกล้ทะเลก็จริง แต่มีความชื้นอะไรพอดีทำให้แก้วพวกนี้ความสดใสไม่หายไป แต่ในขณะที่ย่านทะเลทรายที่เขาพบกันจะผุกร่อน แล้วก็สีไม่สด นี่ก็เป็นอีกโชคหนึ่งที่ภาคใต้เราเก็บของไว้ได้อย่างดี

สุรนันทน์ แล้วที่มีลักษณะร้อยไว้ อาจารย์ไปเจอลักษณะอย่างนี้ หรือร้อยเอง

นพ.บัญชา ชาวบ้านเขาร้อยไว้ครับ เมื่อเห็นชิ้นที่สำคัญที่ควรจะเก็บไว้

สุรนันทน์ ตรงนี้อาจารย์ไปคุยกับต่างประเทศเขายอมรับแล้วใช่ไหม

นพ.บัญชา ตอนนี้นักวิชาการที่เขียนหนังสือเหล่านี้ทุกคนมาศึกษาที่ประเทศไทย แต่ของประเทศไทยยังมีไม่มากนัก มีเด่นๆก็ของบ้านเชียง ในหนังสือรอยลูกปัดก็จะมีสุริยะเทพก็จะมีอยู่ในแผนที่ลูกปัดโลก เพราะไม่เจอที่ไหนเลยในโลก อีกเม็ดหนึ่งก็คือกลุ่มลูกยอ พบมากที่ตะกั่วป่า อีกอันหนึ่งก็คือลูกปัดแก้วที่บ้านเชียง

สุรนันทน์ ลูกปัดสุริยะเทพ ทำไมถึงเป็นสุริยะเทพ

นพ.บัญชา โดยตำรา ลูกปัดอย่างนี้เราเรียกว่าลูกปัดหน้าคน ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคปลายโรมัน แต่คนที่ภาคใต้เราไปเจอก็บอกว่าเหมือนลูกปัดหน้าคนหลังจากนั้นมาเขาก็ดูบางทีเป็นขนนกเขาก็เลยเรียกว่าลูกปัดหน้าอินเดียนแดง แต่ไปๆมาๆมีปราชญ์ท้องถิ่นที่กระบี่ท่านหนึ่ง ท่านศึกษาเรื่องอียิปต์ เรื่องโรมัน ท่านก็บอกว่าเหมือนรัศมีพระอาทิตย์ ท่านบอกว่าเราเรียกว่าสุริยะเทพกันดีกว่า สุดท้ายคนก็เรียกตาม ซึ่งจริงๆก็คงเป็นลูกปัดหน้าคน

สุรนันทน์ ในตำราต่างประเทศเขาบอกว่าเป็นที่นิยม

นพ.บัญชา ถ้าสุริยะเทพในยุคกรีกและโรมันเขาจะนับถือกัน เขาต้องมีพิธีบูชาเทพ สุริยะเทพถือเป็นผู้ให้พลังงาน มาในอินเดียก็มีพระสุริยะ คู่กับพระจันทร์ แต่จริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าในอดีตเขาถือว่าเป็นสุริยะเทพหรือเปล่า แต่พอบ้านเรามาผูกว่าเป็นสุริยะเทพ แล้ววันก่อนที่หายไป คนที่คืนมาก็คงกลัวๆ

สุรนันทน์ แต่ของเก่าผมคิดว่าเก็บไว้ในที่ควรดีกว่า ในต่างประเทศเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ไหมอาจารย์

นพ.บัญชา พิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่เด่นๆก็มีอยู่ที่วอชิงตัน สุริยะเทพเขามีอยู่ 1 เม็ด ซึ่งเอาไปจากประเทศไทย เพราะสุริยะเทพแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลก แล้วในพิพิธภัณฑ์ลูกปัดก็กระจัดกระจายอยู่ปนๆ ไม่มีที่เป็นลูกปัดโดยเฉพาะ

สุรนันทน์ อาจารย์อาจจะต้องสร้างพิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่สวนโมกข์แล้ว

นพ.บัญชา วันก่อนท่านนายกฯ อานันท์ไปดูนิทรรศการ บอกว่าสงสัยต้องทำแต่คนไทยคงไม่ค่อยสนใจ อาจจะต้องไปทำที่ภูเก็ต จริงๆที่คลองท่อมมีพิพิธภัณฑ์แล้วที่วัดทำไว้แต่เฉพาะของคลองท่อมเท่านั้น แต่ตอนนี้ภาคใต้เราพบว่ามีเยอะมากมูลนิธิเองก็คิดว่าอยากจะทำพิพิธภัณฑ์ลูกปัดแต่ว่าเรื่องจุกจิกมาก ต้องมีอาคารต้องมีอะไรต่ออะไร ก็กำลังปรึกษากันอยู่แต่เบื้องต้นก็เน้นจัดเสดงชั่วคราวก่อน ที่มิวเซียมสยามจัด แล้วก็นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเรียกร้อง หนังสือรอยลูกปัดเล่มนี้เกิดขึ้นเพราะนักประวัติศาสตร์ในโลกเป็นจำนวนมาก เขาบอกว่าทั้งหมดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลย ขอให้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาหน่อยเพราะเขาจะได้เอาไปเป็นเอกสารอ้างอิง เบื้องต้นก็คือทำหนังสือออกมาก่อน แล้วก็ต้องวิจัยเพิ่มเติม อาจารย์สุรพล นาถะพินธุ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรเคยมาดูเรื่องนี้แล้วบอกให้นักศึกษามาช่วยทำฐานข้อมูล นักโบราณคดีที่ภูเก็ตคุณบุญฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ตอนนี้ก็กำลังประสานกับทางมิวเซียมสยาม แล้วก็ทางคุณหมอเจมส์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับลูกปัด มาวิจัยกันที่เกาหลี วิจัยเรื่องแก้วซึ่งเราจะพบข้อมูลอะไรมากขึ้น

0 ความคิดเห็น: