<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580</id><updated>2012-01-21T03:52:49.449-08:00</updated><category term='หนังสือลูกปัดโบราณ'/><category term='ลูกปัดคลองท่อม'/><category term='ลูกปัดระนอง'/><category term='ควนลูกปัด'/><category term='ลูกปัดโบราณ'/><category term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category term='ลูกปัดชุมพร'/><category term='ภาพจากพิพิธภัณฑ'/><category term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category term='ลูกปัดพังงา'/><category term='สุราษฎร์ธานี'/><category term='ลูกปัดอินโด'/><category term='พิพิธภัณฑ์'/><category term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><category term='มิวเซียมสยาม'/><category term='ลูกปัดบ้านเชียง'/><category term='ลูกปัดทองคำ'/><title type='text'>Oldbeads</title><subtitle type='html'>ข่าวและเรื่องราวลูกปัดโบราณทั่วประเทศไทย</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>93</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-708646648636932712</id><published>2010-03-21T00:58:00.001-07:00</published><updated>2010-03-21T00:58:52.588-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><title type='text'>พบสุสานโบราณ 'เขมราฐ'อุบลฯ มีอายุถึง2,300ปี</title><content type='html'>&lt;img alt="Pic_68504" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/03/03/630/68504.jpg" width="383" height="232" /&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นักโบราณคดีชำนาญการ อุบลฯ แจ้งกรมศิลป์เร่งพิสูจน์หลักฐานเด็ด &amp;quot;หม้อฝังศพ-โครงกระดูก&amp;quot; มีอายุราว 2,300 ปี จากหลักฐานสันนิษฐานว่าเป็นสุสานโบราณเขมราฐ จะเริ่มขุดค้นแหล่งราวเดือนนี้...   &lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 3 มี.ค. น.ส.สุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 11 อุบลราชธานี เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้รับรายงานว่า หลังจากชาวบ้านชุมชน ต.เจียด อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ได้ไปขุดดินถมที่วัดภูถ้ำพระศิลาทองเพื่อสร้างพระอุโบสถได้พบโครงกระดูก ภาชนะดินเผา โบราณวัตถุต่างๆ จึงได้แจ้งให้กรมศิลปากรเร่งพิสูจน์ ดังนี้ 1.โครงกระดูกมนุษย์ ได้แก่ กะโหลก ฟัน และชิ้นส่วนต่างๆ 2.ภาชนะบรรจุศพ หรือ บรรจุกระดูก เป็นภาชนะดินเผาขนาดใหญ่มาก ลักษณะทรงกลมบ่ากว้างและสอบแคบลงที่ส่วนก้นมนรี ปากกว้าง คอค่อนข้างยาว 3.ภาชนะดินเผารูปทรงต่างๆ ได้แก่ หม้อก้นกลม ชามมีสัน ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ เขียนสี และผิวเรียบ 4.เครื่องใช้ทำจากดินเผา ได้แก่ ลูกดิ่ง ลูกแว หรืออุปกรณ์การปั่นด้ายเพื่อใช้ในการทอผ้า    &lt;br /&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" alt="" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2010/03/03/68504_20_2.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;น.ส.สุ กัญญา กล่าวต่อว่า 5.เครื่องประดับทำจากหินหายาก ได้แก่ ลูกปัดหิน คาร์เนเลี่ยน (หินสีส้ม) ทรงกลมและ ทรงแบน 6.เครื่องประดับทำจากแก้วหลากสีสัน ได้แก่ กำไล ต่างหู ลูกปัดแก้วเม็ดเล็กๆสีแดง (มูติซารา) สีฟ้า สีเขียว 7.เครื่องประดับทำจากโลหะสำริด ได้แก่ กำไลแขน) ทรงกระบอก กำไลข้อมือทรงกลม ทรงกระบอกสั้น กำไลทรงมงกุฏ นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับสร้อย ลักษณะพิเศษ โดยทำเป็นแผ่นแบนประดับด้วยการห้อยลูกพรวนเป็นแถว 8.เครื่องมือเครื่องใช้สำริด ได้แก่ ลูกกระพรวน กระดึงผูกคอสัตว์ 9.เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากเหล็ก ได้แก่ มีด หอก จอบ ขวานมีบ้องหลากหลายรูปแบบ และเครื่องมือเหล็กรูปแบบพิเศษ เป็นต้น    &lt;br /&gt;นัก โบราณคดีชำนาญการ กล่าวด้วยว่า จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนโบราณ ที่มีพัฒนาการอยู่ยุคโลหะหรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อกับยุคหัว เลี้ยวต่อประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 1,500 -2,300 ปีมาแล้ว เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีสุสานโบราณ เนื่องจากการค้นพบ ภาชนะดินเผาบรรจุศพ โครงกระดูกมนุษย์พร้อมกับโบราณวัตถุจำนวนมากมาก่อนหน้านี้นอกจากนี้ยังเชื่อ ว่าชุมชนนี้ ได้มีการติดต่อสัมพันธ์มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชุมชนภายนอกเช่น จีน เวียดนาม และลาว ในขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีในภาคตะวันออกเฉียง เหนือในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนถึงลุ่มแม่น้ำมูล โดยกรมศิลปากรจะเริ่มขุดค้นแหล่งโบราณคดีเขมราฐอย่างจริงจังในเดือนมีนาคม -เมษายนนี้.&lt;/p&gt;  &lt;ul&gt;   &lt;li&gt;โดย ทีมข่าวภูมิภาค &lt;/li&gt;    &lt;li&gt;4 มีนาคม 2553, 03:46 น. &lt;/li&gt; &lt;/ul&gt;  &lt;p&gt;ที่มา ไทยรัฐออนไลน์&amp;#160; &lt;a title="http://www.thairath.co.th/content/region/68504" href="http://www.thairath.co.th/content/region/68504"&gt;http://www.thairath.co.th/content/region/68504&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-708646648636932712?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/708646648636932712/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=708646648636932712' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/708646648636932712'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/708646648636932712'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2010/03/2300.html' title='พบสุสานโบราณ &amp;#39;เขมราฐ&amp;#39;อุบลฯ มีอายุถึง2,300ปี'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4992374052256723984</id><published>2010-03-21T00:45:00.001-07:00</published><updated>2010-03-21T00:45:09.586-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดบ้านเชียง'/><title type='text'>ขุดพบวัตถุโบราณ คาดแหล่งใหญ่ ร่วมสมัยบ้านเชียง</title><content type='html'>&lt;h6&gt;ไทยรัฐออนไลน์&lt;/h6&gt;  &lt;ul&gt;   &lt;li&gt;โดย ทีมข่าวภูมิภาค &lt;/li&gt;    &lt;li&gt;20 ธันวาคม 2552, 19:45 น. &lt;/li&gt; &lt;/ul&gt;  &lt;p&gt;&lt;img alt="Pic_54113" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/12/20/630/54113.jpg" width="393" height="238" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ชาวบ้านนครพนมขุดพบวัตถุโบราณแหล่งใหญ่ เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ คาดเป็นศิลปะร่วมสมัยบ้านเชียง อายุราวกว่า 3000 ปี ชาวบ้านแห่ขุด    &lt;br /&gt;วันนี้(20 ธ.ค.)นาย ธนิตศักดิ์ อุ่นตา ผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม นำเจ้าหน้าที่ศูนย์ศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่การขุดพบวัตถุโบราณ บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน ในเขตพื้นที่บ้านกุดฉิม หมู่ 6 ต.กุดฉิม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งเป็นของ นายกอนิล ชัยยงค์ อายุ 62 ปี     &lt;br /&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" alt="" src="http://www.thairath.co.th/media/content/2009/12/20/54113_20_2.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;โดย การขุดพบครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าของที่นา ได้จ้างรถไถมาปรับพื้นที่นา จนกระทั่งพบ เศษกระเบื้องภาชนะ กระดูกมนุษย์ รวมถึงลูกปัด กำไลข้อมือทองเหลือง จำนวนร่วม 100 รายการ แต่พอชาวบ้านทราบข่าวต่างพากันแห่มาดู และขุดหาสิ่งของโบราณ มีค่าหวังนำไปขายได้ราคาแพง โดยทางเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจึงได้ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกาศสั่งห้าม ขอความร่วมมือให้ชาวบ้านหยุดทำการขุดรอการตรวจสอบ     &lt;br /&gt;เบื้องต้นทาง เจ้าหน้าที่จาศูนย์ศิลปากรที่ 10 จ.ร้อยเอ็ด ตรวจสอบคาดเป็นวัตถุโบราณเก่าแก่ ร่วมสมัยบ้านเชียง อายุราว 3000 ปี พร้อมให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม เจ้าของพื้นที่นำไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราว     &lt;br /&gt;นายกอนิล ชัยยงค์ อายุ 62 ปี เจ้าของที่นากล่าวว่า เมื่อประมาณ 2 วันที่ผ่านมา ตนได้จ้างรถมาปรับไถที่ จากนั้นจึงพบเศษวัตถุโบราณบางส่วนบริเวณดังกล่าว พอชาวบ้านทราบข่าวก็แห่มาดู และช่วยกันขุดหาเต็มทุ่งนา ซึ่งได้ของโบราณประเภท กำไลข้อมือทองเหลือง ลูกปัด ภาชนะดินเผา เศษกระดูกมนุษย์ ร่วม 100 รายการ บางคนหวังนำไปขายเป็นเงิน และเป็นเครื่องรางของขลังเสี่ยงโชคตามความเชื่อของชาวอีสาน ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบสั่งห้ามให้ชาวบ้านเลิกขุด และนำวัตถุโบราณที่ขุดได้มาคืน รวบรวมไปตรวจสอบ ซึ่งตนและชาวบ้านพร้อมให้ความร่วมมือ คาดว่ายังมีวัตถุโบราณอีกจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว.&lt;/p&gt;  &lt;h6&gt;ที่มา &lt;a href="http://www.thairath.co.th/content/region/54113"&gt;ไทยรัฐออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/h6&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4992374052256723984?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4992374052256723984/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4992374052256723984' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4992374052256723984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4992374052256723984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='ขุดพบวัตถุโบราณ คาดแหล่งใหญ่ ร่วมสมัยบ้านเชียง'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-6169087912783584999</id><published>2009-10-30T22:25:00.001-07:00</published><updated>2009-11-08T21:33:45.539-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หนังสือลูกปัดโบราณ'/><title type='text'>หนังสือ ลูกปัดและเครื่องประดับโบราณ Pre-History Ornament &amp; Beads in Thailand Vol.1 Pasak Rover Basin</title><content type='html'>&lt;a href="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKEZPqcqI/AAAAAAAAAKI/OtiQSlO7oyY/s1600-h/file1%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="" border="0" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKFTgX4XI/AAAAAAAAAKM/Yfc0JtcCtn0/file1_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="244" height="226" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKF8_vyWI/AAAAAAAAAKQ/TBJT9-TsZ2c/s1600-h/file3%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="" border="0" alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKHa3227I/AAAAAAAAAKU/LmM6WogwLxc/file3_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="239" height="244" /&gt;&lt;/a&gt;   &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;a href="http://lh6.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKIALSYBI/AAAAAAAAAKY/dkXtWTNbB5o/s1600-h/file6%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="" border="0" alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKIpDWVeI/AAAAAAAAAKc/0cQHtiwoNe8/file6_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="244" height="124" /&gt;&lt;/a&gt;&amp;#160; &lt;a href="http://lh6.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKJvhg7rI/AAAAAAAAAKg/ScjuVCO-ygo/s1600-h/file2%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="file2" border="0" alt="file2" src="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKKmtVGkI/AAAAAAAAAKk/53A2fVqcqCA/file2_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="244" height="179" /&gt;&lt;/a&gt;&amp;#160; &lt;a href="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKLNVPFPI/AAAAAAAAAKo/XvM_QZZRAKU/s1600-h/file4%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="" border="0" alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKL8bmDKI/AAAAAAAAAKs/Ail0v4rOBA0/file4_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="244" height="124" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKMznkZKI/AAAAAAAAAKw/tja8YN4lWLk/s1600-h/file5%5B3%5D.jpg"&gt;&lt;img style="border-right-width: 0px; display: block; float: none; border-top-width: 0px; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; border-left-width: 0px; margin-right: auto" title="" border="0" alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKNruZjaI/AAAAAAAAAK0/6JudIECzkag/file5_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800" width="244" height="124" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หนังสือ &amp;quot;ลูกปัดและเครื่องประดับโบราณ&amp;quot; Pre-History Ornament &amp;amp; Beads in Thailand Vol.1 Pasak Rover Basin.    &lt;br /&gt;หนังสือ300กว่าหน้า มีภาพ4สีทั้งเล่ม-เต็มหน้า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หาซื้อได้ที่ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ร้านริมขอบฟ้าก็มีจำหน่ายนะครับ (เมืองโบราณ)   &lt;br /&gt;ร้านหนังสือ พันทาง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี    &lt;br /&gt;ร้านหนังสือสยามอักษร(บ้านหนังสือ)อ.เมือง จ.กาญจนบุรี    &lt;br /&gt;ร้านอาหารริเวอร์แคว เชิงสะพานข้ามแม่น้ำแคว    &lt;br /&gt;ร้านเจษฎา ช่างทอง ศูนย์ท่ารถโคกสำโรง ลพบุรี    &lt;br /&gt;ในสวนจตุจักรก็มีหลายร้านครับ(ร้านลูกปัด)    &lt;br /&gt;ชมรมอนุรักษ์ลูกปัดโบราณสุราษฎร์ธานี    &lt;br /&gt;สวนนายดำ อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร    &lt;br /&gt;ตลาดพระเครื่อง อ.เมืองภูเก็ต    &lt;br /&gt;&lt;/p&gt; ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินะครับ ที่มีแล้วตอนนี้   &lt;br /&gt;พช.เจ้าสามพระยา อยุธยา  &lt;br /&gt;พช.วังจันทรเกษม อยุธยา  &lt;br /&gt;พช เมืองสุพรรณบุรี  &lt;br /&gt;พช.อู่ทอง  &lt;br /&gt;พช.พระปฐมเจดีย์  &lt;br /&gt;พช.พระนคร (เดือนหน้า)  &lt;br /&gt;พช.สมเด็จพระนารายณ์(ลพบุรี)  &lt;br /&gt;พช.ชุมพร  &lt;br /&gt;พช.ไชยยา  &lt;br /&gt;พช.นครศรีธรรมราช  &lt;br /&gt;พช.ถลาง(ภูเก็ต)  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-6169087912783584999?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/6169087912783584999/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=6169087912783584999' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6169087912783584999'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6169087912783584999'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/10/pre-history-ornament-beads-in-thailand.html' title='หนังสือ ลูกปัดและเครื่องประดับโบราณ Pre-History Ornament &amp;amp; Beads in Thailand Vol.1 Pasak Rover Basin'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://lh4.ggpht.com/_wzhbphx1vFI/SuvKFTgX4XI/AAAAAAAAAKM/Yfc0JtcCtn0/s72-c/file1_thumb%5B1%5D.jpg?imgmax=800' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-5170072729852665134</id><published>2009-08-25T02:09:00.001-07:00</published><updated>2009-08-25T02:09:09.458-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกหวาย ลายงูเหลือม กับลายใบพัดและตาตั๊กแตน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11488 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ลูกหวาย ลายงูเหลือม กับลายใบพัดและตาตั๊กแตน&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun03230852p1.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot; ลูกปัดลายลูกหวาย&amp;quot; และ &amp;quot;ลายงูเหลือม&amp;quot; ที่ทำจากแก้วโมเสคนี้ ดูและเข้าใจกระบวนการทำได้ง่าย เพราะเห็นชัดจากผิวนอกว่าทำจากการนำแก้วน้ำเงินขาว ขาวดำ หรือ เหลืองเขียวมาเรียงสลับสีแล้วดึงให้ยืดยาวเป็นเส้นสีสลับกัน จากนั้นจึงตัดท่อนแก้วที่เป็นลายสีสลับนั้นให้เป็นเม็ดกลมหรือท่อนยาว พร้อมกับการเจาะรูสำหรับร้อย    &lt;br /&gt;ทั้งนี้ เม็ดลูกปัดที่ได้ถ้าเป็นเม็ดกลมนั้นจะเห็นลายตัดอยู่ 2 ด้าน กับเห็นเป็นลายยาวอีก 2 ด้าน ซึ่งชาวบ้านดูเหมือนผลของต้นหวายที่มีเปลือกเป็นเกล็ดๆ แบบเดียวกับเปลือกสละและระกำ จนให้ชื่อเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกหวาย&amp;quot;&amp;quot; ไม่ว่าจะเป็นสีอะไร &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun03230852p2.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทำนอง เดียวกับที่เป็นเม็ดยาวซึ่งแรกพบนั้น บอกว่าเป็นสีเหลืองเขียวมีทั้งลายตัดและลายยาว ดูคล้ายหนังงูเหลือม จึงเรียกว่า &amp;quot;งูเหลือม&amp;quot; จนต่อมาเมื่อพบสีอื่นๆ ก็เรียกเป็นงูเหลือมตามกัน โดยมีการระบุสีต่อไว้ด้วย เช่น ลูกหวายดำ งูเหลือมน้ำเงิน    &lt;br /&gt;ลูกปัด กลุ่มนี้จัดเป็นลูกปัดในกลุ่มแก้วโมเสคสมัยไบเซนไทน์และตะวันออกกลาง เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-15 ที่เชื่อว่าดินแดนภาคใต้อยู่ในบริเวณอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัยที่มีการ ติดต่อค้าขายกันนั่นเอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun03230852p3.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดแก้วโมเสคเหล่านี้นอกจากพบมากที่ตะวันออกกลางและภาคใต้ของประเทศไทยเรา แล้ว ยังมีรายงานการพบมากทั้งในสแกนดิเนเวีย แอฟริกา อัฟกานิสถาน พม่า เกาะชวา ซึ่งล้วนมีหลักฐานการติดต่อสัมพันธ์ค้าขายกันในสมัยนั้นแล้ว โดยยังมีลายอื่นๆ อีกมาก    &lt;br /&gt;เฉพาะลายลูกหวายและงูเหลือมนี้พบมีที่ เติมแก้วโมเสคลายอื่นเข้าไปอีก เช่น &amp;quot;ลูกปัดลายใบพัด&amp;quot; ที่นำแก้วโมเสคสีสลับน้ำเงิน ขาว แดงคล้ายใบพัดในวงสีเหลืองมาแปะที่บริเวณหน้าตัดทั้งสอง    &lt;br /&gt;ในขณะที่ &amp;quot;ลูกปัดตาตั๊กแตน&amp;quot; นั้นนำแก้วโมเสคเป็นวงสีเหลือง แดง ขาว น้ำเงิน หรือ วงสีแดงเหลืองคล้ายดวงตามาแปะเหมือนดวงตาที่ชาวบ้านมองเป็นตาตั๊กแตน     &lt;br /&gt;ส่วน ใครจะมองเป็นลายอะไรนั้น เท่าที่ตามรอยในดินแดนอื่นๆ ไม่พบมีการระบุชื่อตามจินตนาการอย่างคนไทยเราเลย ท่านผู้ใดได้ข้อมูลกรุณาบอกด้วยครับ    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-5170072729852665134?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/5170072729852665134/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=5170072729852665134' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5170072729852665134'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5170072729852665134'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/08/blog-post_25.html' title='ลูกหวาย ลายงูเหลือม กับลายใบพัดและตาตั๊กแตน'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-8954385538800252162</id><published>2009-08-19T21:12:00.001-07:00</published><updated>2009-08-19T21:12:49.282-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ตาตะกร้อ ตากบตาปู ตาปลาหมึก ตาปลาวาฬ และตาโปน ของคนไชยา</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11481 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ตาตะกร้อ ตากบตาปู ตาปลาหมึก ตาปลาวาฬ และตาโปน ของคนไชยา&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun01160852p1.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอก จาก &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดตาตะกั่วป่า หรือตาวิเศษ&amp;quot; หรือ &amp;quot;ลูกยอ&amp;quot;&amp;quot; ที่พบมากทั้งที่ &amp;quot;เกาะคอเขา ตะกั่วป่า จังหวัดพังงา&amp;quot; และที่ &amp;quot;ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;quot; แล้ว คนไชยายังพบอีกสารพัดตาที่ทำเอาผมตกใจว่าอะไรจะขนาดนั้น ทำกันใหม่หรือว่าเอามาจากไหนแน่   &lt;br /&gt;แต่ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ตามรอยมานั้น สรุปได้ว่า &amp;quot;ลูกปัดกลุ่ม &amp;quot;ตา&amp;quot;&amp;quot; ที่ทำโดยการเอาแท่งแก้วโมเสคลายวงมาแปะเรียงต่อกันให้เห็นเป็นวงตาต่อกัน หรือไม่ก็เป็นวงตาซ้อนกันนั้น มีพบมากมายและสอดคล้องกับ &amp;quot;ลูกปัดโลกกลุ่มไบเซนไทน์หรือตะวันออกกลาง&amp;quot; ซึ่งร่วมสมัยกันพอดีเมื่อประมาณพุทธศักราชที่ 13-15 อันเป็นยุคสมัยที่ไชยาและตะกั่วป่ากำลังมีบทบาทเป็นเมืองท่าค้าขาย 2 ฝั่งคาบสมุทรพอดี &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun01160852p2.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;&amp;quot; ลูกปัดตาตะกร้อ&amp;quot;&amp;quot; น่าจะนับเป็นลูกปัดตาที่สลับซับซ้อนที่สุด เพราะเห็นเป็นตาซ้อนกันหลายชั้นและหลายตา ตั้งแต่ 3 ถึง 6 ชั้น มีทั้งขนาดเล็กมากๆ จนสงสัยว่าทำได้อย่างไร    &lt;br /&gt;และที่เม็ดใหญ่มากจน น่าตกใจ ลูกปัดตาตะกร้อนี้วงการลูกปัดโลกเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;Stratified Eye Beads&amp;quot;&amp;quot; มีการทำมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณแล้วสืบเนื่องต่อๆ กันมา ส่วนที่เป็น &amp;quot;&amp;quot;ตากลุ่ม&amp;quot;&amp;quot; หรือ &amp;quot;&amp;quot;Composite Stratified Eye Beads&amp;quot;&amp;quot; คือมีหลายตารวมกันเป็นกลุ่มๆ ตาซ้อนอยู่อีกชั้นนั้น มีพบแต่เศษชิ้นแตกที่คลองท่อมเท่านั้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun01160852p3.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แต่ ที่แปลกใจยิ่งกว่าคือ &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดตาโปน&amp;quot;&amp;quot; ที่แรกพบก็ต้องยอมรับ เพราะเนื้อและสี ประกอบกับหลักฐานชิ้นแตกและตัวอย่างที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ไชยาต่างรองรับความเป็นไปได้ เพียงแต่ลักษณะแบบที่พบที่ไชยานี้ยังไม่เคยเห็นรายงานในสารบบโลกจากที่ไหนมา ก่อน ลูกปัดตาโปนที่วงการโลกเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;Horned Eye Beads&amp;quot;&amp;quot; นั้นบอกว่าเป็นของแรกทำที่ประเทศจีนโบราณและอาจจะจากอิทธิพลของโฟนิเซียซึ่ง เคยก้าวหน้าเรื่องแก้วในทะเลเมดิเตอเรเนียนโบราณ ซึ่งยังสืบรอยกับของไทยที่ไชยาไม่ได้   &lt;br /&gt;มี &amp;quot;ลูกปัดตาโปน&amp;quot; เม็ดเล็กๆ อีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ค่อยเห็นในรายงานจากที่อื่น แต่มีพบไม่น้อยที่ไชยา ชาวบ้านบางคนเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ตากบ&amp;quot;&amp;quot; บางคนเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ตะปู&amp;quot;&amp;quot; ตามลักษณะของตาที่ปูดออกมาเหมือนตากบหรือตะปูโดยรอบจำนวน 3 ตา ในขณะที่มีลูกปัดตาอีกกลุ่มที่หลากหลายที่สุด ชาวบ้านให้ชื่อเป็นตาปลาต่างๆ นานา     &lt;br /&gt;เช่นที่เป็นตาสีแดงก็เรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ตาปลาหมึก&amp;quot;&amp;quot; ตามอย่างที่เห็นเวลาออกทะเลจับปลาหมึกตอนกลางคืน ส่วนที่ตาโตเกือบครึ่งค่อนเม็ดนั้น ก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะยกให้เป็น &amp;quot;&amp;quot;ตาปลาวาฬ&amp;quot;&amp;quot;    &lt;br /&gt;นอกนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นตาอะไรอีก เอาว่าอยู่ในจำพวก &amp;quot;ลูกปัดตา&amp;quot; ทั้งนั้น    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-8954385538800252162?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/8954385538800252162/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=8954385538800252162' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8954385538800252162'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8954385538800252162'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/08/blog-post_19.html' title='ตาตะกร้อ ตากบตาปู ตาปลาหมึก ตาปลาวาฬ และตาโปน ของคนไชยา'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4151148641099803805</id><published>2009-08-10T03:02:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.620-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>สารพัดทุ่น ข้าวต้มมัด กับโมร็อกโกเมืองไทย</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 09 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11474 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;&lt;b&gt;สารพัดทุ่น ข้าวต้มมัด กับโมร็อกโกเมืองไทย&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun04090852p1.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แรก เรียนรู้เรื่องลูกปัดที่ภาคใต้ของผม &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดข้าวต้มมัด&amp;quot;&amp;quot; เป็นหนึ่งในยอดนิยมจนเป็นที่กล่าวขานชวนสงสัย จนเมื่อได้เห็นจึงเข้าใจในวิธีคิดของวงการลูกปัดที่รู้จักกำหนดชื่อตามภาพ และจินตนาการ    &lt;br /&gt;กล่าวคือ ลูกปัดที่มีลักษณะถูกมัดหัวและท้ายคล้ายข้าวต้มมัด ก็เรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ข้าวต้มมัด&amp;quot;&amp;quot; แต่ถ้าเป็นเม็ดโป่งพองและมีรอยควั่นเป็นขั้วหัวท้ายคล้ายทุ่นถ่วงอวนหรือแห ของชาวประมง ก็เรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกทุ่น&amp;quot;&amp;quot; ซึ่งมีทั้งทุ่นกลม ทุ่นแบน ทุ่นเหลี่ยม     &lt;br /&gt;โดยทั้งข้าวต้มมัดและลูกทุ่นนี้มีทั้งที่ทำด้วยหินสี มีค่านานาชนิดจนกระทั่งแก้ว และทองคำ ซึ่งมีการเพิ่มเติมลวดลายให้วิจิตรขึ้นไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลายเกลียว ลายเหลี่ยม จนกระทั่งลายถัก หรือทำเป็นกลีบ โดยมีพบทุ่นโลหะคล้ายตะกั่วที่คลองท่อมอีกด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun04090852p2.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดทรงทุ่นหรือข้าวต้มมัดนี้ ในวงการลูกปัดโลกเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;Collared Beads&amp;quot;&amp;quot; แปลง่ายๆ ว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดมีขั้วหรือปลอกคอ&amp;quot;&amp;quot; ซึ่งในหนังสือทั่วไปบอกว่ามีร่องรอยการพบในแทบทุกแหล่งอารยธรรมโบราณหลาย พันปีก่อนของโลก ไม่ว่าจะเป็นที่เมโสโปเตเมีย โมเหนโชดาโร จนกระทั่งรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตักกสิลา    &lt;br /&gt;แล้วสรุปกันไว้ว่า เมื่อประมาณ 1-2,000 ปีที่แล้วน่าจะมีการผลิตและแพร่หลายมากในอินเดียตอนใต้แล้วกระจายมายัง เอเชียอาคเนย์รวมทั้งประเทศไทยและในภาคใต้    &lt;br /&gt;เท่าที่ผมตามรอยนั้น พบว่าที่พบบนคาบสมุทรไทยเรานั้นมีมากและหลากหลายกว่าที่ไหนๆ ทั้งสิ้น มีแม้กระทั่งที่ทำทิ้งค้างไว้อย่างกับว่ามีการผลิตทำที่นี่ แต่ยังไม่ถึงกับสรุปว่าเป็นฐานการผลิตเนื่องจากยังขาดข้อมูลการศึกษาประกอบ เพื่อยืนยันสนับสนุนที่หนักแน่นและเพียงพอ    &lt;br /&gt;คุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน บอกว่า ลูกปัดแก้วโมเสกทรงทุ่นที่มีลายเป็นขั้นบันไดนั้น มีรายงานการพบที่เมืองโกสัมพีในอินเดียตอนเหนือ แต่ไม่กี่เม็ด ในขณะที่พบมากมายเหลือเกินโดยเฉพาะที่ &amp;quot;บางกล้วย จังหวัดระนอง&amp;quot; รวมทั้งที่ &amp;quot;คลองท่อม จังหวัดกระบี่&amp;quot; และ &amp;quot;ท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;quot; และผมก็หาที่มาไม่ได้ว่าทำไมในวงการลูกปัดภาคใต้เรียกลูกปัดแก้วโมเสกทรง ทุ่นลายขั้นบันไดนี้ว่า &amp;quot;&amp;quot;ทุ่นแก้วโมร็อกโก&amp;quot;&amp;quot; ซึ่งไปไกลถึงทวีปแอฟริกาโน่น    &lt;br /&gt;แต่ ที่ชวนคิดอย่างยิ่งคือที่ ดร.เบเรนิซ เบลิน่า ไพรซ์ บอกผมเมื่อคราวไปประชุม 100 ปี ซาหวิ่น ที่เวียดนาม ว่า ทั้ง 3 แหล่งรวมทั้งที่ &amp;quot;เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร&amp;quot; และ &amp;quot;ภูเขาทอง จังหวัดระนอง&amp;quot; ถือว่าเป็น &amp;quot;แหล่งผลิตลูกปัดโบราณที่สำคัญมากของโลก และถึงเวลาต้องคิดใหม่ได้แล้วว่าคนที่นี่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตเอง โดยมีการสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับดินแดนอื่น ทั้งจากอินเดีย ตะวันออกกลาง และตะวันออกไกล&amp;quot;     &lt;br /&gt;ในขณะที่มีสองนักวิชาการจากมหาวิทยา ลัยกัลกัตตา อินเดีย เมื่อได้เห็นหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; ก็ถึงกับบอกว่า เท่าที่ได้ศึกษาหลักฐานที่พบและรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในอินเดีย ไม่ได้มีอะไรมากมายเท่าที่พบในเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือช่างจากอินเดีย ควรเป็นผลงานของคนบนดินแดนเอเชียอาคเนย์มากกว่า    &lt;br /&gt;&amp;quot;ส่วนว่าเป็นใคร ช่วยกันศึกษาค้นคว้ากันต่อไปนะครับ&amp;quot; แต่อย่างน้อยผมว่าก็ยังพอเห็นรอยรักสวยรักงามในคนไทยทุกวันนี้อยู่เต็มไปหมด นะครับ    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4151148641099803805?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4151148641099803805/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4151148641099803805' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4151148641099803805'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4151148641099803805'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='สารพัดทุ่น ข้าวต้มมัด กับโมร็อกโกเมืองไทย'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4626428837453975691</id><published>2009-08-02T23:08:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.620-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>100 ปี ซาหวิ่น และ ลิงลิงโอ กับการค้นพบใหม่ที่เขาสามแก้ว (และท่าชนะ)</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11467 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun02020852p1.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;อาจารย์เอียน โกลเวอร์ กับ คุณหมอเจมส์ แล็งค์ตัน ในที่ประชุมสัมมนาที่เวียดนาม&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม 2552 นี้ ที่เมืองกว่างงาย (Quang Ngai) ตอนกลางของเวียดนาม กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยสถาบันการศึกษาวัฒนธรรมและและศิลปะแห่งเวียดนาม (Vietnam Institute of Culture and Arts Studies) มีการประชุมสัมมนาเล็กๆ ในหัวข้อ *&amp;quot;100 year-Discovery and Study of San Huynh-100 ปีของการค้นพบและซาหวิ่นศึกษา&amp;quot;*    &lt;br /&gt;ผมพลอยตามไปแกะรอยกับเขาด้วยเพราะพบเบาะแสบางอย่างที่อยากรู้ โดยเฉพาะเรื่องลูกปัดกับต่างหูที่มีลักษณะเฉพาะในชื่อว่า *&amp;quot;ลิงลิงโอ&amp;quot;*    &lt;br /&gt;เท่าที่ทราบ แหล่งโบราณคดีร่วมสมัยซาหวิ่นที่มีการพบลูกปัดและต่างหูกลุ่มนี้นั้นอยู่ในละแวกทะเลจีนใต้จากเกาะฟอร์โมซาหรือไต้หวันลงมาทางชายฝั่งทะเลของเวียดนามออกทะเลไปถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์แล้วเลยมาถึงแถบอ่าวไทย โดยมีการพบครั้งแรกและมากที่สุดอยู่ที่ตอนกลางของเวียดนามบริเวณจังหวัดกว่างงายที่มีการจัดประชุมนั้นเอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun02020852p2.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;ตู้แสดงลูกปัดและต่างหูสมัยซาหวิ่น ในพิพิธภัณฑ์เมืองฮอยอัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;*ต่างหูลิงลิงโอที่พบและรู้จักกันดีคือต่างหูที่มีลักษณะเป็นห่วงกลมพร้อมปุ่มแหลมอยู่ 3 ด้านๆ ละปุ่ม กับที่มีลักษณะเหมือนหัวสัตว์สองหัว ที่เรียกกันว่า &amp;quot;bicephalus&amp;quot;* โดยมีทั้งที่ทำจากหินและจากแก้วหลากหลายชนิดและสี ที่สำคัญที่สุดในเมืองไทยคือการพบจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยคณะของอาจารย์เอียน โกลเวอร์ (Ian Glover) เมื่อหลายสิบปีก่อน    &lt;br /&gt;พร้อมกับการเสนอว่าดินแดนไทยเรานี้เคยเป็นแหล่งผลิตลูกปัดและเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว    &lt;br /&gt;สำหรับบริเวณ *ภาคใต้ของไทย* เรานั้น ผมได้รับการบอกเล่ารวมทั้งพบเห็นว่ามีการพบลิงลิงโอทั้งสองแบบ โดยเฉพาะที่ *เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร และ ท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี* ซึ่งในที่ประชุมคราวนี้มีผู้นำเสนอหลายคนยกกรณีที่เขาสามแก้วเข้าสู่ที่ประชุมโดยแสดงหลักฐานว่าร่วมสมัยกับซาหวิ่น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/08/sun02020852p3.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;ต่างหูลิงลิงโอแบบมีสามปุ่ม ที่ซาหวิ่น แสดงในพิพิธภัณฑ์เมืองฮอยอัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เริ่มตั้งแต่อาจารย์เอียน จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ที่เอารูปก้อนหินเนฟไฟรต์สีขาว ปนเทา (Formosan Nephrite) จากเขาสามแก้ว ตามด้วยดอกเตอร์เบเรนิซ เบลินา ไพรซ์ (Dr.Berenice Bellina Price) จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส ที่เอาลิงลิงโอแบบสามตุ่มสีเขียว และแผ่นเนฟไฟรต์จากเขาสามแก้วไปแสดง    &lt;br /&gt;แล้ว ดร.เซี่ยว ชุน ฮุง (Dr.Hsiao-chun Hung) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหินหยกจากไต้หวัน ก็ตามมาย้ำอีก โดยมีคุณหมอเจมส์ แล็งค์ตัน (James Lankton) เอาต่างหูแก้วรูปหัวสัตว์ที่หักท่อนจากเขาสามแก้วและผ่านการศึกษาเปรียบเทียบทางเคมีกับของซาหวิ่นจนทุกรายต่างพบและสรุปว่า     &lt;br /&gt;น่าจะ *มีคนจากวัฒนธรรมซาหวิ่นซึ่งเป็นมนุษย์โบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคเหล็ก ซึ่งนิยมเครื่องประดับหินสีมีค่าอย่างมาก เดินทางค้าขายจนกระทั่งตั้งถิ่นทำการผลิตเครื่องประดิบเหล่านี้กันแล้วในละแวกนี้* โดยเท่าที่ผมได้ตามไปหาดู ไม่ว่าจะจากรูปภาพหรือที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ หลายแห่งในเวียดนามตอนกลาง ยังไม่เห็นมีมากเท่าที่พบเห็นที่เขาสามแก้วและท่าชนะ โดยเฉพาะกลุ่มลูกปัดแก้วและหินสีมีค่า    &lt;br /&gt;สรุปกันว่า *สมัยนั้นคนบนเกาะไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บอร์เนียว และ แผ่นดินเวียดนามกับไทย มีการผลิตและเดินทางไปมาค้าขายแลกเปลี่ยนของมีค่าจำพวกเครื่องประดับทั้งลูกปัดและต่างหูกันแล้ว*    &lt;br /&gt;นี่เมื่อประมาณ 2,500-2,000 ปีที่แล้วนะครับ     &lt;br /&gt;โดย ดร.เบเรนิซ บอกผมเป็นการส่วนตัวว่าเท่าที่คณะของเธอศึกษา ที่เขาสามแก้วสำคัญมากๆ ในขณะที่คุณหมอเจมส์ก็บอกว่าหลักฐานที่ท่าชนะก็น่าตื่นเต้นเช่นกัน    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4626428837453975691?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4626428837453975691/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4626428837453975691' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4626428837453975691'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4626428837453975691'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/08/100.html' title='100 ปี ซาหวิ่น และ ลิงลิงโอ กับการค้นพบใหม่ที่เขาสามแก้ว (และท่าชนะ)'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-9060843126550715622</id><published>2009-07-25T02:31:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:15:48.882-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดบ้านเชียง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><title type='text'>ตามรอยลูกปัด</title><content type='html'>&lt;p&gt;เมื่อ 23 เม.ย. 52 , เปิดอ่านแล้ว 143 ครั้ง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ สัมภาษณ์นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้เขียนหนังสือรอยลูกปัด ในรายการ สุรนันทน์วันนี้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2552&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;    &lt;p&gt;&lt;img alt="" src="http://www.bangkokvoice.com/p/001203_m.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;/p&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์&amp;#160; อาจารย์เริ่มสนใจลูกปัดมากี่ปีแล้วครับ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt;&amp;#160; ผมสนใจเรื่องประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แล้วผมเป็นคนปักษ์ใต้ก็สนใจประวัติศาสตร์ภาคใต้ จริงๆผมไปช่วยงานอยู่ที่สวนโมกข์ แล้วที่ไชยารู้กันอยู่ว่ามีลูกปัดเยอะ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะรวบรวม เพราะว่าสวยแล้วก็ราคาแพงเหลือเกิน ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นของจริง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ มีที่ไชยาเพราะว่าเป็นเมืองค้าขายเก่า เป็นเมืองโบราณ แล้วก็เป็นแหล่งวัฒนธรรม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; อาจารย์พุทธทาสก็สอนอยู่เสมอว่าอย่าไปยุ่งเรื่องวัตถุ แต่ประเด็นก็คือว่าเมื่อเกิดสึนามิเมื่อปี 47 ผมเวียนไปตอนนั้นบทบาทหมอยังมีอยู่ ก็รู้ตัวว่าต้องไปช่วยชาวบ้าน ก็พบว่าคนทางฝั่งอันดามัน ตั้งแต่กระบี่ยาวไปจนถึงระนอง แขวนลูกปัดกันเต็มไปหมด แต่พอเห็นก็รู้สึกว่าลูกปัดมีลักษณะเฉพาะ ก็ตามไปถามเขา เขาก็บอกว่าขุดกันมาทั้งนั้น ไม่ใช่ของใหม่ขุดมาจากใต้ดิน ผมก็รู้ว่าแถวภาคใต้มีประวัติศาสตร์ดั้งเดิมอยู่ เช่นที่คลองท่อมเขาก็บอกว่าอายุแถวๆ คริสต์ศตวรรษที่ 8 ผมก็เลยตามไปดูเรื่อยๆ แต่ที่ตัดสินใจรวบรวมก็คือว่าเจอลูกปัดบางชิ้นเป็นอักขระ เป็นตัวอักษร ในประเทศไทยเราบอกว่าพ่อขุนรามประดิษฐ์อักษรราวๆ พ.ศ. 1700&amp;#160; แต่ประเทศไทยเจออักขระที่เก่ากว่านั้นเป็นอักขระอินเดียโบราณ ก็คืออักขระที่เราเรียกว่าปันละวะ ราวๆ พุทธศตวรรษที่ 11 หรืออย่างเก่งก็แถวๆ พุทธศตวรรษที่ 9 แต่ปรากฏว่าผมไปที่คลองท่อมไปเจอลูกปัดหรือว่าพวกเครื่องแขวน มีอักขระราวๆพุทธศตวรรษที่ 5 ซึ่งเป็นอักขระพราหมี เป็นอักขระที่ใช้สมัยพระเจ้าอโศก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ อักขระอินเดียสมัยหลังพระพุทธเจ้าไม่นาน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; น่าจะอย่างนั้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แล้วยุคบ้านเชียงล่ะ &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; บ้านเชียงไปถึงสมัย 4,000 - 5,000ปี แต่ไม่มีอักขระ ผมก็เลยไปคุยกับอาจารย์สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งถือว่าเป็นปราชญ์ของภาคใต้ ท่านก็บอกว่าของอย่างนี้ต้องเก็บไว้ ผมถามว่าแล้วทำไมอาจารย์ไม่เก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ ท่านบอกว่าไม่มีกำลังถ้าหมอมีกำลังช่วยเก็บไว้หน่อย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์&amp;#160; เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วชาวบ้านก็รู้มาตลอด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ก็รู้กันมา เขาขุดกันมา 40 กว่าปีแล้วครับ ที่ไชยาเขาก็ไปเดินเก็บกัน ถ้าที่อื่นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในสวนยาง แล้วก็หลังฝนตก เม็ดกรวดเม็ดใหญ่ๆจะถูกทิ้งค้างไว้บนยอดเนินทราย เม็ดเล็กๆก็ถูกน้ำชะไป จริงๆทับถมอยู่นานมากแต่เนื่องจากเราไปแพ้วถางป่า ทำสวนยาง ทำการเกษตร เวลาชาวบ้านเขาขุดหลุมสร้างบ้านก็เจอลูกปัด เจอเหรียญ เจอทอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แล้วทำไมเหมือนกับกระจาย สมมติอาจารย์บอกว่าเมืองไชยาเป็นเมืองเก่า หรือคลองท่อมสมมติเคยเป็นเมืองเก่าแล้วเราขุดลงไปเจอสิ่งเหล่านี้ไม่แปลก แต่กระจายอยู่ตามสวนยางหรือว่าชายหาด แสดงว่าต้องมีเยอะมาก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ผมจะสรุปโดยสังเขป ก็คือว่าแต่ก่อนที่ภาคใต้พบกัน 2-3 จุด เท่าที่ผมตามไปเรื่อยๆ 3-4 ปีที่ตามดูในภาคใต้มีแหล่งที่พบลูกปัดไม่ต่ำกว่า 25 จุด ทั้งหมดนี้ไม่เคยเจอหลุมฝังศพเลย ไม่เคยเจอกระดูกมนุษย์เลย แล้วสิ่งที่เจอมีทั้งที่เป็นลูกปัดสมบูรณ์ และลูกปัดที่แตก รวมทั้งลูกปัดที่ยังทำไม่เสร็จ แล้วก็ยังเจอเป็นก้อนที่เหมือนกับเอามาทำเป็นวัตถุดิบ แล้วก็มีเครื่องมือด้วย ข้อสันนิษฐานก็คือว่าที่นี่น่าจะเป็นแหล่งผลิต แล้วก็เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ตอนแรกผมฟังอาจารย์ผมนึกว่าเรือแตก &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ชาวบ้านก็คิดว่าอย่างนั้น อย่างลูกปัดสุริยะเทพ ชาวบ้านบอกว่าหน้าเหมือนอินเดียนแดง ก็คิดว่าพวกอินเดียนแดงเอาเรือมาแล้วเรือมาล่ม ตำนานในปักษ์ใต้ทุกแห่งจะบอกว่าเรือมาล่ม แต่จริงๆแล้วต้องเป็นศูนย์กลางการค้า แล้วต้องมีการผลิตด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ถ้าพูดสมัยนี้ต้องบอกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ผมยังนึกเล่นๆ ว่าของที่ทำเดิมเชื่อกันว่าทำจากอินเดีย แต่ทุกวันนี้พบว่าทำที่ภาคใต้ของประเทศไทยแล้วก็มีหลักฐานเป็นเหรียญ หรือว่าลูกปัดที่แพร่หลายในโรมัน ในอียิปต์ และในเปอร์เซีย มีอยู่ในภาคใต้ของไทยด้วย เพราะฉะนั้นอาจเป็นอย่างที่คุณสุรนันทน์บอกว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นแหล่งผลิตสำหรับอีกตลาดหนึ่ง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ไม่กลับกันหรือ คือผลิตทางโน้นแล้วมาขาย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; นักประวัติศาสตร์ชื่อปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ ในโลกนี้ถือว่าเป็นเจ้าพ่อลูกปัดของโลก ซึ่งมาศึกษาอยู่แถบอินโดนีเซีย และประเทศไทย ได้สรุปว่าตอนแรกคนผ่านที่นี่เพื่อไปขายเมืองจีน ขายเกาหลี แต่ตอนหลังเนื่องจากลมมรสุมกินเวลามาก กว่าจะมากว่าจะกลับต้องรอเป็นปี เพราะฉะนั้นไหนๆมาแล้วก็เลยขนของ ขนคน ขนช่างฝีมือมาพักแล้วทำที่นี่เลย เป็นการย่นระยะเวลาคล้ายๆเปิดโรงงานที่นี่ เหมือนกับสมัยนี้ญี่ปุ่นมาต่อรถอยู่เมืองไทยแล้วไปขายออสเตรเลีย นี่ก็เหมือนกันคือมาใช้แรงงานที่นี่ วัตถุดิบส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเป็นหินจะเอามาจากอินเดีย เราพบหลักฐานว่าหินจำนวนมากไม่ได้มีอยู่ในประเทศไทย หินสีมีค่าจะเอามาจากอินเดีย ถ้าแก้วก็จะมีเอาเศษแก้วของโรมันมาหลอมที่นี่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือมีผู้พบหลักฐานใหม่อีกชิ้นหนึ่ง แกบอกว่าที่คลองท่อมแล้วก็อีกหลายจุดในภาคใต้อาจจะเป็นแหล่งผลิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็คือมีการเอาทรายมาหลอมเพื่อทำแก้ว ในประวัติศาสตร์การผลิตแก้วของมนุษย์มีการเริ่มผลิตที่อียิปต์เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว แต่ตอนนี้เราพบว่าเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนก็มีผลิตแก้วด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แสดงว่ามีการเอาเทคโนโลยี เอาความรู้มา&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ใช่ แล้วอาคนเอาช่างมาบ้าง เอาเครื่องมือมาบ้าง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img alt="" src="http://www.bangkokvoice.com/p/001203_l.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แสดงว่าฝรั่งเขาศึกษามานานแล้ว เห็นมีแต่ตำราฝรั่งทั้งนั้นเลย &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ฝรั่งเดิมเชื่อว่าลูกปัดกลุ่มนี้ผลิตอยู่ในอียิปต์บ้าง ในอาฟกันบ้าง หรือไม่ก็ในเปอร์เซีย ตอนหลังก็ย้ายไปเวนิช แล้วเขาก็คิดว่าส่วนหนึ่งคงมาทางอินเดีย แต่คุณหมอเจมส์ตอนนี้ไปอยู่ที่เกาหลี บอกว่ากำลังพบหลักฐานว่าลูกปัดแก้วทั้งหลายที่อยู่ในเมืองจีน และเกาหลี น่าจะส่งมาจากประเทศไทย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ อะไรคือเรื่องที่ทำให้จิ๊กซอตรงนี้มาประกอบกันได้หมด แล้วเชื่อว่าเป็นข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นจริงได้&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; เท่าที่ผมศึกษาแล้วก็พบก็คือด้วยหลักฐานของลูกปัดที่รูปทรงสอดคล้องกัน หินที่มีที่มาจากหลายแหล่งส่งกันมา แล้วเทียบเคียงกันได้ ที่สำคัญคือในกลุ่มแก้วต้องมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็พบว่าแก้วในสุสานราชวงศ์ซิลลา ของเกาหลี กับแก้วในภาคใต้เป็นแก้วประเภทเดียวกัน องค์ประกอบเหมือนกัน อายุเดียวกัน ก็ราวๆ 1,500 ปี ซึ่งจะต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะเดิมพอได้มาก็เอาไปเก็บ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ถ้าอย่างนั้นลูกปัดเริ่มที่ไหน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; แรกสุดลูกปัดนิยมมากที่อียิปต์ แล้วก็เปอร์เซีย หลังจากนั้นคงจะต้องการของดีจากแถวบ้านเรา แล้วจากอินเดีย แล้วพ่อค้าที่ทำการค้าเก่งที่สุดในยุคนั้นก็คือพ่อค้าจากตะวันออกกลาง ลูกปัดจึงใช้เป็นเครื่องประดับ ใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนสินค้า ก็แลกกันไปแลกกันมา สุดท้ายพอมีความนิยมมากขึ้นซึ่งเขาไม่ได้ค้าที่บ้านเราอย่างเดียว เสร็จแล้วเขาก็ไปจีน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นเครือข่ายการค้าไปคู่กับเส้นทางสายไหม&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ เส้นทางสายไหมก็ไปทางบก นี่ก็ไปทางทะเล&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ไปทางทะเลได้ มีแลนด์บริด ที่บอกว่าอยากทำเขาทำแล้วมาตั้ง 2,000 ปี ถ้าไม่บอกใครจะเชื่อว่ามีแลนด์บริดเมื่อ 2,000 ปีก่อน เพราะที่ตะกั่วป่ากับที่ไชยาหลักฐานที่พบเหมือนกันเลย ก็เข้ามาพักมาผลิตที่ไชยาแล้วก็เข้ามาทางแม่น้ำตะกั่วป่าแล้วก็ข้ามสันเขานิดเดียวเอง นี่ก็เป็นแลนด์บริดโบราณเพื่อตัดเส้นทางอีกตั้งหลายวัน เพราะเป็นเดือนกว่าจะอ้อมแหลมมะละกาได้ แต่นี่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แล้วเส้นทางนี้หยุดไปเมื่อไหร่&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; มีข้อสันนิษฐาน 5 ข้อ ข้อที่หนึ่งก็คือน่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ยุคปลายศรีวิชัย ข้อที่สองคืออาจจะเกิดสึนามิ อันที่สามเกิดภัยพิบัติใหญ่เช่นโรคระบาด อันที่สี่คือเปลี่ยนเส้นทางการค้า และอันที่ห้าก็คือใครก็ไม่รู้เดินทางมาทำลูกปัดที่นี่แล้วก็เดินทางกลับไป แล้วอย่าลืมว่ามีข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งคือพระเจ้าอโศกก่อนที่ท่านจะเผยแพร่พุทธศาสนามาสุวรรณภูมิท่านก็รบไปทั่ว อาจารย์ไมเคิลไรท์ผมก็คุยกับท่าน ท่านบอกว่ากองทัพของอินเดียใต้ที่บุกมาตีศรีวิชัยเมื่อพันปีที่แล้ว คงจะเป็นครั้งนั้นเพราะศรีวิชัยแตก 13 เมือง แล้วก็ถูกทิ้งไว้เป็นซากคนก็อพยพหนีหมดลูกปัดก็เลยถูกทิ้งไว้ใต้ดิน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ อาจารย์มองว่าคนทำลูกปัดไม่ใช่คนไทยใช่ไหม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; โดยหลักฐานเราเจอหลักฐานของคนเกือบทุกชาติที่นี่ เจอแม้กระทั่งหลักฐานคนยิว คนเปอร์เซีย คนมุสลิม คนจีน หลักฐานแบบอียิปต์ หลักฐานแบบโรมัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แสดงว่าเมื่อก่อนภาคใต้เราเจริญมาก เป็นแหล่งวัฒนธรรม เป็นแหล่งค้าขายใหญ่เลย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะอาจารย์ไมเคิลไรท์บอกว่าของพวกนี้ถ้าเจอในยุโรป ในเปอร์เซีย ของสวยพวกนี้พวกที่เป็นเจ้าของในยุคกรีกยุคโรมันต้องเป็นของคนชนชั้นกษัตริย์ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่ก่อนเราบอกว่าภาคใต้ไกลโพ้นมีแต่เงาะป่า มีแต่ซาไก มีแต่ชาวเลเท่านั้น แต่พอเจออย่างนี้เปลี่ยนการศึกษาใหม่หมด แล้วก็มีร่องรอยทางศาสนามากมาย เราพบสัญลักษณ์ตรีรัตนะ นั้นก็คือสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาซึ่งใช้แพร่หลายหลังสมัยพระเจ้าอโศก แล้วก็มีเป็นเหมือนหัวจระเข้แต่จริงๆแล้วเป็นสัตว์ในเทพนิยายโรมันก็คือมังกร แล้วเอามาใช้ต่อในอินเดีย เพราะฉะนั้นก็จะพบร่องรอยของผู้คนจากหลายเผ่าพันธุ์ แล้วก็หลากหลายศรัทธาความเชื่อ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ในแง่ศิลปะผมมองแล้วก็มีความหลากหลาย มีลูกปัดแบบสีๆกลมๆ ดูจะเป็นหินธรรมชาติ บางอันเห็นมีลวดลายเขียน ต่างกันอย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; มีเป็นแก้ว เริ่มผลิตครั้งแรกในยุคโรมัน ทุกวันนี้ถ้าใครไปตุรกีก็จะรู้จักตาวิเศษ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ มีคนเอามาให้ผมติดหน้าบ้านบอกว่าจะสะท้อนความชั่วร้าย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ตาวิเศษอันนี้น่าจะยุคศรีวิชัย จะเอาแก้วใส่เป็นชั้นๆ ที่เห็นสียังสดใสเพราะความเป็นแก้วเป็นหิน แล้วพื้นที่ภาคใต้เราเราอยู่ใกล้ทะเลก็จริง แต่มีความชื้นอะไรพอดีทำให้แก้วพวกนี้ความสดใสไม่หายไป แต่ในขณะที่ย่านทะเลทรายที่เขาพบกันจะผุกร่อน แล้วก็สีไม่สด นี่ก็เป็นอีกโชคหนึ่งที่ภาคใต้เราเก็บของไว้ได้อย่างดี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แล้วที่มีลักษณะร้อยไว้ อาจารย์ไปเจอลักษณะอย่างนี้ หรือร้อยเอง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ชาวบ้านเขาร้อยไว้ครับ เมื่อเห็นชิ้นที่สำคัญที่ควรจะเก็บไว้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ตรงนี้อาจารย์ไปคุยกับต่างประเทศเขายอมรับแล้วใช่ไหม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ตอนนี้นักวิชาการที่เขียนหนังสือเหล่านี้ทุกคนมาศึกษาที่ประเทศไทย แต่ของประเทศไทยยังมีไม่มากนัก มีเด่นๆก็ของบ้านเชียง ในหนังสือรอยลูกปัดก็จะมีสุริยะเทพก็จะมีอยู่ในแผนที่ลูกปัดโลก เพราะไม่เจอที่ไหนเลยในโลก อีกเม็ดหนึ่งก็คือกลุ่มลูกยอ พบมากที่ตะกั่วป่า อีกอันหนึ่งก็คือลูกปัดแก้วที่บ้านเชียง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img alt="" src="http://www.bangkokvoice.com/p/001203_x.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ลูกปัดสุริยะเทพ ทำไมถึงเป็นสุริยะเทพ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; โดยตำรา ลูกปัดอย่างนี้เราเรียกว่าลูกปัดหน้าคน ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคปลายโรมัน แต่คนที่ภาคใต้เราไปเจอก็บอกว่าเหมือนลูกปัดหน้าคนหลังจากนั้นมาเขาก็ดูบางทีเป็นขนนกเขาก็เลยเรียกว่าลูกปัดหน้าอินเดียนแดง แต่ไปๆมาๆมีปราชญ์ท้องถิ่นที่กระบี่ท่านหนึ่ง ท่านศึกษาเรื่องอียิปต์ เรื่องโรมัน ท่านก็บอกว่าเหมือนรัศมีพระอาทิตย์ ท่านบอกว่าเราเรียกว่าสุริยะเทพกันดีกว่า สุดท้ายคนก็เรียกตาม ซึ่งจริงๆก็คงเป็นลูกปัดหน้าคน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ ในตำราต่างประเทศเขาบอกว่าเป็นที่นิยม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; ถ้าสุริยะเทพในยุคกรีกและโรมันเขาจะนับถือกัน เขาต้องมีพิธีบูชาเทพ สุริยะเทพถือเป็นผู้ให้พลังงาน มาในอินเดียก็มีพระสุริยะ คู่กับพระจันทร์ แต่จริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าในอดีตเขาถือว่าเป็นสุริยะเทพหรือเปล่า แต่พอบ้านเรามาผูกว่าเป็นสุริยะเทพ แล้ววันก่อนที่หายไป คนที่คืนมาก็คงกลัวๆ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ แต่ของเก่าผมคิดว่าเก็บไว้ในที่ควรดีกว่า ในต่างประเทศเขาเป็นพิพิธภัณฑ์ไหมอาจารย์ &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; พิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่เด่นๆก็มีอยู่ที่วอชิงตัน สุริยะเทพเขามีอยู่ 1 เม็ด ซึ่งเอาไปจากประเทศไทย เพราะสุริยะเทพแบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลก แล้วในพิพิธภัณฑ์ลูกปัดก็กระจัดกระจายอยู่ปนๆ ไม่มีที่เป็นลูกปัดโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุรนันทน์ อาจารย์อาจจะต้องสร้างพิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่สวนโมกข์แล้ว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;นพ.บัญชา&lt;/strong&gt; วันก่อนท่านนายกฯ อานันท์ไปดูนิทรรศการ บอกว่าสงสัยต้องทำแต่คนไทยคงไม่ค่อยสนใจ อาจจะต้องไปทำที่ภูเก็ต จริงๆที่คลองท่อมมีพิพิธภัณฑ์แล้วที่วัดทำไว้แต่เฉพาะของคลองท่อมเท่านั้น แต่ตอนนี้ภาคใต้เราพบว่ามีเยอะมากมูลนิธิเองก็คิดว่าอยากจะทำพิพิธภัณฑ์ลูกปัดแต่ว่าเรื่องจุกจิกมาก ต้องมีอาคารต้องมีอะไรต่ออะไร ก็กำลังปรึกษากันอยู่แต่เบื้องต้นก็เน้นจัดเสดงชั่วคราวก่อน ที่มิวเซียมสยามจัด แล้วก็นักประวัติศาสตร์จำนวนมากเรียกร้อง หนังสือรอยลูกปัดเล่มนี้เกิดขึ้นเพราะนักประวัติศาสตร์ในโลกเป็นจำนวนมาก เขาบอกว่าทั้งหมดเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลย ขอให้ทำเป็นหนังสือขึ้นมาหน่อยเพราะเขาจะได้เอาไปเป็นเอกสารอ้างอิง เบื้องต้นก็คือทำหนังสือออกมาก่อน แล้วก็ต้องวิจัยเพิ่มเติม อาจารย์สุรพล นาถะพินธุ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรเคยมาดูเรื่องนี้แล้วบอกให้นักศึกษามาช่วยทำฐานข้อมูล นักโบราณคดีที่ภูเก็ตคุณบุญฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ตอนนี้ก็กำลังประสานกับทางมิวเซียมสยาม แล้วก็ทางคุณหมอเจมส์ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับลูกปัด มาวิจัยกันที่เกาหลี วิจัยเรื่องแก้วซึ่งเราจะพบข้อมูลอะไรมากขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-9060843126550715622?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/9060843126550715622/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=9060843126550715622' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/9060843126550715622'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/9060843126550715622'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/07/blog-post_25.html' title='ตามรอยลูกปัด'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-6188457472242286141</id><published>2009-07-21T00:21:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.850-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกบอลกับลูกรักบี้ ที่ใช้ห้อยคอเมื่อกว่า2,000ปีก่อน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11453 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun02190752p1.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เมื่อ วันเสวนาอำลาปริศนาลูกปัด 28 มิถุนายน 2552 ผมได้พบผู้อาวุโสท่านหนึ่งกับภริยาซึ่งเป็นอดีตนักกีฬาแล้วสนใจศึกษาลูกปัด หลังจากได้อ่าน &amp;quot;หนังสือรอยลูกปัด&amp;quot; ทำให้ผมนึกถึงลูกปัด &amp;quot;&amp;quot;ลูกบอล&amp;quot; กับ &amp;quot;ลูกรักบี้&amp;quot;&amp;quot; ขึ้นมาพร้อมกับคิดซนเล่นๆ ว่ากีฬาซอคเกอร์ฟุตบอลกับรักบี้ฟุตบอลนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่ไหนและเมื่อ ไหร่กันแน่ เพราะที่เมืองไทยเรามีการทำลูกบอลและลูกรักบี้เล็กๆ ห้อยคอกันมาตั้งเป็นพันปีมาแล้ว    &lt;br /&gt;ที่เด่นที่สุดคือที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร มีการพบลูกปัดหินสีดำลายเส้นสีขาวเป็นตาตารางรูป 6 เหลี่ยมอย่างลายเย็บลูกบอลเป็นจำนวนมากจนเป็นที่นิยมทั้งเนื่องจากสีที่ดำ ขลับและลวดลายที่เรียกง่าย คือถ้าเม็ดกลมนิยมเรียกเป็น &amp;quot;ลูกบอล&amp;quot; แต่ถ้าเม็ดยาวรีรวบหัวท้ายคล้ายเม็ดหนำเลี๊ยบก็เรียกกันว่า &amp;quot;ลูกรักบี้&amp;quot; แล้ว ยังมีเรื่องราวที่เล่าขานกันถึงสรรพคุณความอยู่ยงคงกระพันแก่ผู้มีไว้สวมใส่ อีกด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun02190752p2.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อัน ที่จริงลูกปัดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ &amp;quot;ลูกปัดหินเขียนลาย&amp;quot; ที่เรียกว่า &amp;quot;Etched Beads&amp;quot; ที่เชื่อกันว่าเริ่มแรกที่ลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน แล้วแพร่ไปทั่วทุกแหล่งอารยธรรม รวมทั้งที่พัฒนามาเป็น &amp;quot;ลูกปัดหินทิเบต&amp;quot; เขียนลายจำพวก &amp;quot;&amp;quot;ดซิ-dZi Beads&amp;quot;&amp;quot; ทั้งหลาย มีทั้งที่เขียนทำลวดลายบนหินสีดำ สีน้ำตาล และ สีส้ม ในกลุ่มหินฟอสซิล อะเกต(Agate) และคาร์เนเลียน(Carnelian)    &lt;br /&gt;โดยนายเอช.ซี.เบ็ก ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเรื่องลวดลายที่เขียนบนลูกปัดได้วิเคราะห์และรายงานไว้ เมื่อ พ.ศ.2476 ว่าลายลูกบอลแบบนี้ถือเป็นลายนิยมในยุคกลางเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 8 ซึ่งจากหลักฐานอื่น ๆ ที่พบที่เขาสามแก้วก็มีสิ่งร่วมสมัยเดียวกันจำนวนมาก     &lt;br /&gt;เดิมเชื่อกันว่าเป็นลูกปัดที่ทำจากการนำหินมาเซาะร่องแล้วฝังสีเป็นลายเส้น แต่ต่อมาเมื่อศึกษาวิเคราะห์จึงเรียนรู้ว่าน่าจะทำด้วยวิธีในทำนอง &amp;quot;&amp;quot;Alchemist&amp;quot; หรือเล่นแร่แปรธาตุด้วยปฏิกริยาทางเคมี&amp;quot; ที่เป็นที่นิยมค้นคว้ามากในยุคโบราณด้วยการใช้ &amp;quot;สารวิเศษ&amp;quot; เขียนทาแล้วเร่งปฏิกริยาด้วยความร้อนจนเกิดการเปลี่ยนแปลงสีสันและลวดลายใน เนื้อโดยไม่ต้องเซาะร่องฝังลายใด ๆ นับได้ว่าเป็นหนึ่งในวิทยาการก้าวหน้าในสมัยเมื่อหลายพันปีที่แพร่เข้ามาถึง เมืองไทยเราแล้ว     &lt;br /&gt;&amp;quot;ลูกปัดลูกบอล&amp;quot; และ &amp;quot;ลูกรักบี้&amp;quot; นี้ มีพบในเมืองไทยอีกหลายแห่ง ทั้งในภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอื่นๆ แต่ที่แปลกมากคือที่บางกล้วย จังหวัดระนองพบเป็นเนื้อแก้วเขียนคล้ายเซาะร่องฝังลายอยู่จำนวนหนึ่ง อาจจะเป็นความพยายามทำแก้วเลียนแบบหินก็ได้ แต่ที่ต้องรู้และระวังให้มากคือลูกปัดแบบนี้ ทุกวันนี้ยังมีการทำกันอย่างกว้างขวางในประเทศพม่า ด้วยการนำหินฟอสซิลมาเขียนลายแล้วเผาลนจนเกิดการเปลี่ยนสีที่เนื้อหินที่ เขียนลายไว้ เรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดพุมเต็ก - Pumtek Beads&amp;quot;&amp;quot; เมื่อหลายปีก่อนที่ผมยังไม่ได้สนใจลูกปัด ไปเดินเล่นที่พุกามก็เห็นวางขายอยู่เต็มไปหมดครบถ้วนแทบทุกลายเส้นละไม่กี่ สิบบาทเท่านั้นเพียงแต่ยังทำสีได้ไม่ &amp;quot;ดำขลับ&amp;quot; เข้มสวยอย่างโบราณ     &lt;br /&gt;หรือว่ามีใครที่ไหนทำได้ดำดีอย่างนี้บ้างแล้วก็ช่วยบอกด้วยนะครับ ส่วนเรื่องลูกบอลและลูกรักบี้กับลูกปัดนี้ที่ว่าอะไรเกิดก่อนและเลียนแบบใคร นั้น อย่าได้บ้าจี้ไปกับผมนะครับเพราะว่ามันคนละเรื่อง เพียงแต่คิดเขียนลายออกมาคล้ายกันแล้วพี่น้องบ้านเราเอามาตั้งชื่อเรียกเท่า นั้นเอง&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-6188457472242286141?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/6188457472242286141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=6188457472242286141' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6188457472242286141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6188457472242286141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/07/2000.html' title='ลูกบอลกับลูกรักบี้ ที่ใช้ห้อยคอเมื่อกว่า2,000ปีก่อน'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-716600324989084210</id><published>2009-07-12T10:24:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:11:27.659-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ลูกปัดนกและหน้าปริศนาจาติม ที่กำลังติดตามและต้องตามติด</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11439 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;คอลัมน์ (แกะ) รอยลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun01050752p1.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;ลายแก้วโมเสกรูปนก หน้าคน และ ช่อดอกไม้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;กำลัง นี้ หรือพูดอย่างตรงๆ ก็คือวันนี้ (5 กรกฎาคม 2552) ผมกำลังไปติดตามแกะรอยลูกปัดปริศนาของวงการลูกปัดโลกอยู่ที่เกาะชวากับคณะ นักวิจัยจากประเทศเกาหลีและคุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน เพื่อนำไปประกอบสารคดีพิเศษในโอกาสครบรอบการสถาปนาของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เกาหลีในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ที่เขามุ่งสืบหาร่องรอยประวัติศาสตร์ยุคแรก เริ่มของชาติ และพบว่าลูกปัดนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของชาติ   &lt;br /&gt;ลูก ปัดเม็ดนี้มีพิเศษหลายแง่ และที่สำคัญของเกาหลีก็คือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เม็ดลูกปัดในสุสานราชวงศ์ที่ ทำด้วยเทคนิคพิเศษสลับสีใส่ลวดลายอย่างแก้วโมเสกเช่นนี้ ดูให้ดีจะเห็นเป็นรูปนก 4 ตัวที่เขามองกันว่าเป็นเป็ด แล้วก็มีหน้าคน 4 หน้าที่มีเครื่องประดับศีรษะและหูรวมทั้งสายสร้อยร้อยคอ กับยังมีช่อดอกไม้แซมอีก 4 ช่อด้วย ทั้งหมดเป็นเนื้อแก้วสีน้ำเงิน ขาว เหลืองและแดง     &lt;br /&gt;เท่าที่พบลูกปัดแบบนี้แล้วในเกาหลี มีเม็ดเดียวนี้ พบเรียงวางอยู่ที่ตำแหน่งของทรวงอกใน สุสานราชวงศ์เกาหลีโบราณ สมัยอาณาจักรซิลลาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 ประกอบด้วยลูกปัดหินคาร์นีเลียนหลายรูปทรง กับหินน้ำค้างหนึ่งเม็ด หยกเขียวทรงกระบอกหนึ่งเม็ดแล้วก็แก้วอินโดแปซิฟิกสีน้ำเงินอีกจำนวนหนึ่ง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun01050752p2.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูกปัดแก้วโมเสกแบบจาติมทำใหม่จากแท่งแก้ว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;จาก การศึกษาระบุว่าเป็นสุสานของเจ้าหญิง และ ถือเป็นหนึ่งเดียวที่สำคัญยิ่งของชาติ ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติหมายเลข 634 (National Treasure 634) ที่แทบทุกคนในเกาหลีรู้จักดี ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกียงจู อันเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักรซิลลาโบราณ   &lt;br /&gt;เท่าที่มีการศึกษา เดิมเชื่อว่าน่าจะเป็นลูกปัดแก้วโมเสกจากดินแดนตะวันตกผ่านมายังเกาหลีตาม เส้นทางสายไหมผ่านทางประเทศจีน แต่ในภายหลังเริ่มมีหลักฐานการค้นคว้าว่าลูกปัดแก้วโมเสกแบบนี้มีทำมากในดิน แดนชวาตะวันออกมาตั้งแต่โบราณประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 เช่นกัน นิยมเรียกในวงการลูกปัดว่า จาติม ซึ่งย่อมาจาก Jawa Timur ซึ่งหมายถึงดินแดนตะวันออกไกลของเกาะชวา &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun01050752p3.jpg" /&gt;    &lt;br /&gt;สายสร้อยลูกปัดจากสุสานราชวงศ์ซิลลา ในประเทศเกาหลี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดย ให้สังเกตที่รูจะเห็นเป็นรอยยืดเข้าหารูของลายแก้วซึ่งเกิดจากการตัดแท่ง แก้วที่ประดับลายให้เป็นเม็ดลูกปัด ลายแก้วทั้งหลายจึงยืดเข้าหาตำแหน่งของรู ทำให้เกิดโจทย์ใหญ่ให้ต้องลงมาตามรอยลูกปัดนี้กันที่เอเชียอาคเนย์ในฐานะ เส้นทางสายไหมทางทะเลอีกเส้นทางหนึ่งด้วย   &lt;br /&gt;และเป็นที่สนใจมากขึ้น เมื่อคุณหมอเจมส์ แลงค์ตันเขียนบทความทางวิชาการเสนอในเกาหลีว่าหน้าคนที่ปรากฏนั้นอาจเป็น หน้าพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะในสมัยนั้นดินแดนแถบนี้เป็นแดนพุทธที่สำคัญ สัมพันธ์กับอินเดียและเอเชียตะวันออกในฐานะฐานการเดินทางแสวงบุญของชาวพุทธ มาแต่โบราณ ข้อสันนิษฐานนี้ยังเป็นที่กังขาของหลายฝ่ายซึ่งต้องแกะหาร่องรอยกันต่อไป    &lt;br /&gt;แต่ ที่ผมแกะรอยและได้พบแล้วนั้น ทุกวันนี้ที่ชวาตะวันออกยังมีการทำลูกปัดแก้วแบบโบราณอย่างนี้อยู่มากมาย แว่วมาว่าที่ส่งขายไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะที่ชวา บาหลี อินโดนีเซีย แล้วส่งผ่านมาถึงเมืองไทยที่สวนจตุจักรนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะไปจากชวาติมอร์แห่งนี้นี่เอง    &lt;br /&gt;ดังตัวอย่าง ลูกปัดนกและหน้าปริศนาจาติม ที่เพิ่งถูกขอให้ทำใหม่โดยช่างฝีมือดีที่เป็นชาวนาในหมู่บ้านห่างไกล มีแท่งแก้วลายนกอันน้อยที่ตัดเอามาแปะหลอมรอบท่อนแก้วร่วมกับแท่งแก้วลาย หน้าคนและช่อดอกไม้ ก่อนจะหลอมให้เชื่อมกันแล้วตัดออกเป็นเม็ดๆ อย่างนี้    &lt;br /&gt;แกะ รอยมาถึงขนาดนี้ เห็นทีจะต้องติดตามและตามติดให้ได้นะครับว่าลูกปัดอย่างนี้ก็มีด้วย มีทั้งที่เก่าแก่และสูงค่า มีทั้งที่ทำใหม่ตามตัวอย่าง หากท่านใดพบเห็นที่ไหนช่วยบอกด้วยเพื่อจะได้ช่วยกันแกะรอยกันต่อไป     &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ข่าว ว่ามีอีกเม็ดตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกาโน่น ส่วนในเมืองไทยใครมีผมไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามีของใหม่เข้ามาบ้างแล้ว&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-716600324989084210?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/716600324989084210/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=716600324989084210' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/716600324989084210'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/716600324989084210'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/07/blog-post_12.html' title='ลูกปัดนกและหน้าปริศนาจาติม ที่กำลังติดตามและต้องตามติด'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-7818805319472444237</id><published>2009-07-12T09:52:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:11:27.660-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ลูกปัดจาติมและอื่น ๆ ที่เกาะชวาและบาหลี</title><content type='html'>&lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun02120752p1.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ไหนๆ ก็เล่าไว้แล้วว่ากำลังตามไปแกะรอยลูกปัดนกและหน้าคนจาติมอยู่ที่ชวากับคณะ สถานีโทรทัศน์แห่งชาติเกาหลี(เคบีเอส) พร้อมด้วยศาสตราจารย์คิมคิวโฮ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติคองจู และ คุณหมอเจมส์ แล็งค์ตัน โดยมีสายสกุลลำดับที่ 26 แห่งราชวงศ์มัชปาหิตชื่อสุดยาวว่า ระเด่น อายุ รัตนะ ซาเยกติ บุตรี อันดาเวีย กุสมาริกนา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มสตรีและอาสาสมัครของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซีย เป็นผู้นำเดินทางข้ามเขาไปหลายลูก   &lt;br /&gt;ลูกปัดแก้วที่ได้เห็นที่บาหลีและ ชวาตะวันออกรอบนี้มีมากมายเหลือเกิน หลายร้านในบาหลีบอกว่าเป็นผู้ส่งของให้หลายร้านในเมืองไทยที่จตุจักร ทั้งของเก่าและของใหม่ โดยของใหม่นั้นดูได้ไม่ง่ายนัก ทำได้เหมือนเก่ามาก ด้วยการเอาแก้วเก่ามาหลอมทำใหม่พร้อมทั้งการลอกลวดลายและขัดผิวให้เหมือน เก่า &amp;quot;ลองจับเวลาดูเม็ดหนึ่งๆ นั้นน่าจะใช้เวลานับเป็นชั่วโมง&amp;quot; ตั้งแต่เริ่มทำ &amp;quot;แท่งแก้วโมเสก&amp;quot; เล็กๆ ให้เป็นลายตามต้องการก็ครึ่งค่อนวัน ถ้าเป็นลายง่ายๆ ทั่วไป เช่น วงกลม ดาว เดือน ดวงตะวันมีรัศมี ก็ทำแล้วได้เลย    &lt;br /&gt;ส่วนลายยากๆ จากวันแรกที่ให้ลองทำหน้าคนนั้น เกิดมีข่าวรั่วว่ามีคณะวิจัยจากต่างประเทศมาในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ทางการทั้งฝ่ายท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ตำรวจและสื่อมวลชนแห่เข้ามาสอบสวนสัมภาษณ์จนเกร็งกันทั่วหน้าทั้งชวา บาหลี อินโดนีเซีย อเมริกา เกาหลีและพี่ไทย ลายหน้าคนรอบแรกที่ทำทั้งวันจึงออกมาบูดเบี้ยวและดั้งหักต้องทิ้งทั้งหมด &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun02120752p2.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;กลาง คืนนายช่างชาวนาลงมือทำใหม่ เช้าจึงได้เริ่ม &amp;quot;ประกอบเม็ดจากท่อนแก้วโมเสก&amp;quot; ที่ตัดจากหลอดแก้วมา &amp;quot;แปะกับแกนแก้วบนก้านโลหะ&amp;quot; กลางไฟร้อนระดับเกือบ 1,000 องศาเซลเซียส &amp;quot;ค่อย ๆ คลึงด้วยใบมีด&amp;quot; จนสมานกันเป็น &amp;quot;ท่อนกลม&amp;quot; จากนั้นจึง &amp;quot;ขวั้นทำเป็นลูกๆ&amp;quot; ได้ทีละ 3 ลูกคล้ายลูกชิ้นปิ้ง ด้วยเวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง จึงได้เป็นเม็ดที่ต้อง &amp;quot;ล้างคราบด้วยน้ำกรดแล้วขัดผิว&amp;quot; อีกครั้งให้ดูเหมือนเก่าตามต้องการ   &lt;br /&gt;ลูก ปัดจาติมโมเสกนี้คนทำไม่ยอมบอกราคาที่ขายให้พ่อค้าคนกลาง แต่พ่อค้าคนกลางเสนอในราคาเม็ดละร่วมร้อย ส่วนนกและหน้าคนนั้นขอหลายร้อยด้วยเหตุผลว่าทำยาก เกิดเศษของเสียมาก     &lt;br /&gt;ตาม ไปแกะรอย &amp;quot;ลูกปัดจาติม (Jatim Beads)&amp;quot; หรือ &amp;quot;ลูกปัดชวาตะวันออก&amp;quot; รอบนี้ ทำให้ทราบว่า คำ &amp;quot;จาติม&amp;quot; ไม่ใช่ชื่อเฉพาะของลูกปัด เพราะอะไรๆ เป็นจาติมทั้งนั้น มีแม้กระทั่งธนาคารจาติม ศูนย์แสดงสินค้าจาติม แต่ลูกปัดจาติมนั้น &amp;quot;มีเอกลักษณ์วิธีการทำที่พิเศษคือขึ้นรูปเป็นหลอดแก้วด้วยการพันแก้วรอบแกน โลหะก่อนจะประดับแต่งผิวนอกเป็นลวดลายต่างๆ ในขนาดที่ต้องการ แล้วขวั้นในขณะที่ยังร้อนจนทำให้เห็นการยืดของลายแก้วที่รอบรู&amp;quot; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" border="1" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/07/sun02120752p3.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คุณ หมอเจมส์บอกว่าลูกปัดจาติมเท่าที่พบนั้น &amp;quot;มี 5 จำพวก&amp;quot; ได้แก่ &amp;quot;กลุ่มลายแก้วโมเสก, กลุ่มลายสายรุ้งหรือเพลลังกรี (Pellangri), กลุ่มม้าลายหรือสายรุ้งขาวดำ, กลุ่มลายแถบเกลียว และ กลุ่มแก้วสีเดียว&amp;quot;   &lt;br /&gt;สืบ ถามไม่ได้ความว่าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไร บอกแต่ว่าเรียนมาจากพ่อหรือไม่ก็เพื่อนต่อๆ กันมา แต่มีหลักฐานสำคัญคือมีการขุดพบเป็นจำนวนมากในดินแดนชวาตะวันออกที่เคยเป็น อาณาจักรเก่าแก่มาแต่ก่อน ตั้งแต่อาณาจักร &amp;quot;สิงหัดส่าหรี&amp;quot; และ &amp;quot;มัชปาหิต&amp;quot; เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18-20 จนนิยมเรียกว่า &amp;quot;ลูกปัดมัชมาหิต&amp;quot;     &lt;br /&gt;ต่อมา พบว่ามีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 พบแม้กระทั่งในหมู่บ้านที่กำลังทำในทุกวันนี้ จึงเริ่มเรียกใหม่ว่า &amp;quot;ลูกปัดจาติม&amp;quot; เท่าที่มีรายงานการพบนอกดินแดนชวาตะวันออกซึ่งมีมากที่สุดแล้ว ก็มีพบที่สุสานราชวงศ์ซิลลาในเกาหลี กับ ที่หมู่เกาะในมหาสมุทรแฟซิฟิก    &lt;br /&gt;ส่วน ในประเทศไทยทั่วทั้งภาคใต้เท่าที่ผมได้เห็นมีเพียงเม็ดเดียว ชาวบ้านบอกว่าพบที่ไชยาซึ่งยังไม่กล้ารับรอง จึงถือว่ายังเป็นหนึ่งในลูกปัดปริศนาของโลกที่ยังไร้ร่องรอยที่มา แต่มีที่ไปจนทั่วทั้งโลกแล้วด้วยการผลิตส่งขายใหม่อย่างมากมาย    &lt;br /&gt;ที่ หมู่บ้านทั้งสองมีการทำลูกปัดแก้วเกือบทุกชนิดที่มีในโลก รวมทั้งสุริยเทพคลองท่อมก็เห็นมีการเริ่มหัดทำกันแล้ว มีออกมา 4 แบบซึ่งยังไม่เหมือนของจริง ทราบว่าอิตาลีก็มีมาสั่งทำลูกปัดไปจากที่นี่ เพราะต้นทุนต่ำมาก     &lt;br /&gt;คุณระเด่น ซาเยกติบุตรีบอกว่า&amp;quot;หนังสือรอยลูกปัด&amp;quot; หากมีไปถึงชวาเมื่อใด ไม่เกิน 6 วันมีออกมาครบแบบ ยิ่งอยากให้ลองพิจารณาส่งเสริมการทำในเมืองไทยให้เป็นหมู่บ้านลูกปัดอย่าง ที่ชวา ซึ่งนอกจากส่งเสริมอาชีพชาวบ้านแล้วยังเป็นการขยายสินค้าตัวใหม่จากคุณค่า เก่าที่เคยมีมานับพันปี รวมทั้งอาจลดความต้องการของเก่าจนสามารถรักษาแหล่งโบราณสถานต่างๆ ไว้ก็ได้     &lt;br /&gt;แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนไทยไหนที่ทนร้อนนั่งทำทีละเม็ดๆ ในราคาที่ยากจะสู้คนจาติมที่ชวาตะวันออกได้&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-7818805319472444237?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/7818805319472444237/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=7818805319472444237' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7818805319472444237'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7818805319472444237'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='ลูกปัดจาติมและอื่น ๆ ที่เกาะชวาและบาหลี'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2174905399257854403</id><published>2009-06-27T21:05:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:18:27.907-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><title type='text'>เห็นลูกปัด เห็นมนุษย์ เห็นสุวรรณภูมิ</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11432 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ ย้อนรอย...ปริศนาแห่งลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04280652p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;วันนี้ 28 มิถุนายน 2552 ถือเป็นวันสุดท้ายของการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว &amp;quot;ปริศนาแห่งลูกปัด&amp;quot; ที่มิวเซียมสยามตั้งใจให้เป็นคำตอบเล็กๆ ไขความลับสู่สุวรรณภูมิอันยิ่งใหญ่ ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2551 ซึ่งจากสถิติมีผู้เข้าชมรวมกันแล้วประมาณ 20,000 คน ซึ่งไม่มากเท่าไหร่หากเทียบกับคนไทยทั้งหมดเกือบ 70 ล้านคน   &lt;br /&gt;ผมจึงขอแกะรอยลูกปัดในนิทรรศการที่กำลังจะปิดฉากในเย็นวันนี้ โดยตอนบ่ายจะมีการนำชมรอบสุดท้ายแล้วร่วมเสวนาส่งท้ายด้วยกัน    &lt;br /&gt;การแกะรอยลูกปัดในนิทรรศการที่ต้องการให้ &amp;quot;&amp;quot;เห็นลูกปัด เห็นมนุษย์ เห็นสุวรรณภูมิ&amp;quot;&amp;quot; นั้นเริ่มด้วยการมุดเข้าไปในรู &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดบอลธงชาติ&amp;quot;&amp;quot; ขนาดใหญ่ตรงบานประตูแล้วเข้าไปเจอห้องมืดที่ฉายภาพสุริยเทพกำลังอ้าปากทักทายคล้ายกับทำมนตร์ใส่สลับกับการฉายภาพลูกปัดสำคัญอื่นๆ ที่ชวนค้นคว้าหาคำตอบ     &lt;br /&gt;ตรงผนังข้างๆ ฝังใส่ &amp;quot;&amp;quot;สุริยเทพเม็ดนั้นที่ถูกเอาไปแล้วส่งคืนมา&amp;quot;&amp;quot; ไว้พร้อมเลนส์นูนให้เห็นลวดลายและสีสันอย่างเต็มตา โดยก่อนขึ้นบันไดมี &amp;quot;ฉากภาพแสดงหมวดหมู่ของลูกปัด&amp;quot; ให้พอรู้ว่าในโลกนี้มีทั้งลูกปัดจากเม็ดพืช หอย ปะการัง แล้วก็หิน ก่อนที่จะมีการทำลูกปัดแก้วแล้วก็โลหะมีค่าต่างๆ โดยเฉพาะทองคำ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04280652p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;บนชั้นลอยก่อนที่จะลงทางลาดมุ่งสู่สุวรรณภูมินั้น นิทรรศการได้แสดงเป็น &amp;quot;กาลานุกรม (timeline) ของลูกปัดทั้งโลก&amp;quot; ตั้งแต่ก่อนจนหลังสุวรรณภูมิพร้อมกับแยกตามทวีปที่ผลิตและพบลูกปัด ซึ่งจะเห็นว่าเริ่มที่ดินแดนรอบทะเลเมดิเตอเรเนียนเชื่อมต่อมายังตะวันออกกลางและอินเดียก่อนจะขยายมาเอเชียอาคเนย์ซึ่งไทยเราอยู่ตรงนั้น    &lt;br /&gt;มีลูกปัดสำคัญ 4 ตัวอย่างที่เอามาจัดแสดง คือ &amp;quot;ลูกปัดมัมมี่&amp;quot; ที่ทำจากแก้วน้ำเคลือบของอียิปต์โบราณที่ทำเป็นท่อนและเทพ, &amp;quot;ลูกปัดแบบมีตา&amp;quot; ของจีนโบราณ, &amp;quot;ลูกปัดหน้าคน&amp;quot; ของโรมัน และ &amp;quot;ลูกปัดหินเขียนลายและอะเกต&amp;quot; ของอัฟกานิสถาน     &lt;br /&gt;ผนังอีกด้านนั้นจัดแสดง &amp;quot;เส้นทางการส่งผ่านของลูกปัด&amp;quot; ที่คาบสมุทรไทยในเอเซียอาคเนย์ถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญมาแต่โบราณ ยืนยันได้ด้วย &amp;quot;ลูกปัดรูปสิงห์ 4 เม็ดจิ๋ว&amp;quot; ที่พบในประเทศไทย ทำจากหินน้ำค้าง, อมิทิสต์ และคาร์นีเลียน ซึ่งบ่งบอกว่ามาจากอินเดียและดินแดนเปอร์เซีย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04280652p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ตาม &amp;quot;ทางลาดเพื่อการเดินทางสู่สุวรรณภูมิ&amp;quot; นั้นมีทหารโรมัน พ่อค้าเปอร์เซีย และพราหมณ์อินเดีย เป็นเพื่อนร่วมทางคู่กับ &amp;quot;เหรียญทองของจักรพรรดิโรมันอันโตนินุส ไพอุส, เหรียญเงินของกาหลิบอับพาสิด&amp;quot; แห่งนครแบกแดด, &amp;quot;เหรียญทองแดงของราชวงศ์สาตวาสหานะ&amp;quot; ในอินเดีย และ &amp;quot;ตราทองของนายเรือชนชั้นพราหมณ์ชื่อพฤหัสบดี&amp;quot; ก็พอดีถึงแดนทองที่ทำเป็น &amp;quot;ลูกปัดตาทองคำ&amp;quot; อันโต รายรอบด้วยตัวอย่างลูกปัดสำคัญทั้งจากพม่า ไทย เขมร เวียดนาม และอินโดนีเซีย    &lt;br /&gt;โดยในสถานที่แห่งนั้นที่ทำเป็นถ้ำมืด มีจอวิดีโอให้ดูเรื่องราวของคนรักลูกปัดที่ต้องนำคืนก่อนที่จะฉายให้เห็นตู้ &amp;quot;สายสร้อยลูกปัดทองคำอันงาม&amp;quot; ที่ร้อยไว้ให้ฉงนสงสัยว่า อะไรจะงามและมากขนาดนี้ ใครยังไม่ได้ดูต้องรีบไปดูให้ได้เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะสามารถนำมาร้อยเรียงและจัดแสดงอย่างนี้ได้อีก    &lt;br /&gt;ออกจากลูกปัดทองคำ นอกจาก &amp;quot;แผนที่ลายแทงลูกปัดภาคใต้&amp;quot; กับ &amp;quot;บันทึกลายมือการแกะรอยลูกปัด&amp;quot; แต่ละเม็ดพร้อมกับตัวอย่างต่างๆ แล้ว มีสอง &amp;quot;ตู้ใหญ่แสดงลูกปัดตัวอย่างจากแต่ละแหล่งในภาคใต้&amp;quot; ให้ดูอย่างเต็มตา ไม่ว่าจะจากเขาสามแก้ว ท่าชนะ ภูเขาทอง บางกล้วยคลองท่อม บางโรคุระบุรี ตะกั่วป่า ชา และเขาศรีวิชัย     &lt;br /&gt;พร้อมกับอีก &amp;quot;ตู้ราบที่จัดวางหลักฐานแสดงการเป็นแหล่งผลิตลูกปัดในภาคใต้&amp;quot; ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน แก้วและโลหะ จนกระทั่งชิ้นส่วนวัสดุแสดงขั้นตอนการผลิตจนถึงเศษแตกต่างๆ อย่างที่เรียกว่าเห็นแล้วก็ยอมรับทันทีว่าไทยเราเคยก้าวหน้าถึงขั้นเป็นแหล่งผลิตและค้าขายลูกปัดมาแล้วเมื่อกว่าสองพันปีโน้น    &lt;br /&gt;ก่อนออกจากห้องนิทรรศการ มีม้านั่งให้ร้องเพลงคาราโอเกะลูกปัด หรือจะลองเล่นเกมคอมพิวเตอร์ผสมสีหรือร้อยลูกปัด พร้อมกับดูสาธิตการเจาะหรือหลอมลูกปัดก็ยังได้ โดยก่อนกลับอย่าลืมอ่าน &amp;quot;กำแพงความคิดเห็น&amp;quot; ที่บรรเลงกันแสนสนุก    &lt;br /&gt;ส่วนจะมีการจัดนิทรรศการแสดงให้แกะรอยอีกเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอข่าว แว่วว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช กำลังประสานไปจัดในเทศกาลเดือนสิบเมืองนครศรีฯปีนี้ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน ต่อด้วยเทศบาลเมืองกระบี่ก็ประสานไปในการเปิดฟ้าอันดามันประจำปีนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2174905399257854403?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2174905399257854403/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2174905399257854403' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2174905399257854403'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2174905399257854403'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/blog-post_27.html' title='เห็นลูกปัด เห็นมนุษย์ เห็นสุวรรณภูมิ'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-5678335055015933568</id><published>2009-06-21T00:55:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:17:55.702-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพจากพิพิธภัณฑ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดอินโด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><title type='text'>ลูกปัดสุสานกษัตริย์เกาหลี ที่อาจเกี่ยวกับลูกปัดเมืองไทย</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11425 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="center"&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02210652p1.jpg" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูกปัดหินและแก้วในสุสานกษัตริย์ที่เกาหลี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เมื่อ ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้ร่วมคณะไปวิจัยค้นคว้าเรื่องลูกปัดที่เกาหลี ด้วยมีข้อมูลมาว่าที่นั่นขุดค้นพบลูกปัดโบราณประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 เป็นจำนวนมาก ประกอบกับคุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน กำลังอยู่ทำการวิจัยเรื่องแก้วและลูกปัดที่นั่น โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติคองจูยินดีให้คณะเข้าใช้เครื่องมือวิเคราะห์แก้วของ ภาควิชาอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม (Department of Cultural Heritage Conservation Sciences) ได้ ประกอบกับในช่วงนี้มีรายการโทรทัศน์จากเกาหลีที่ฉายในบ้านเราจำนวนมากที่ เห็นคนใส่สร้อยลูกปัดเป็นสายหมวกแบบแปลกๆ คล้ายกับสายบอกชั้นยศตำแหน่งในวังที่ทำให้ผมสงสัยใคร่อยากแกะรอยลูกปัดที่ เกาหลีเป็นอย่างยิ่ง   &lt;br /&gt;10 วันที่เกาหลี เท่าที่พอแกะรอยลูกปัดได้นั้น พบว่าลูกปัดที่เกาหลีมีหลากหลายไม่น้อย มีทั้งหิน แก้ว และทองคำ โดยลูกปัดหินมีทั้งผลึกหินคริสตัล (Rock Crystal) และคาร์นีเลียน (Carnelian) ในขณะที่ลูกปัดแก้วนอกจากลูกปัดแก้วสีแล้ว ลูกปัดอินโดแปซิฟิกก็มีมาก ส่วนลูกปัดแก้วหลายสีและโมเสคนั้นมีพบน้อย สู้ลูกปัดทองจำพวกเส้นลวดและเม็ดทองไม่ได้ โดยมีลูกปัดชนิดหนึ่งของเกาหลีที่พบมากเป็นพิเศษ ทั้งที่ทำจากหิน จากแก้ว รวมทั้งที่เลี่ยมด้วยทองคำ นั่นคือลูกปัดรูปลูกน้ำ หรือ Comma Shape หรือ Curved Beads ที่ในเกาหลีเรียกกันว่าลูกปัดเกโกะ (Keko) ลูกปัดลูกน้ำนี้มีบางท่านบอกว่าเคยมีพบในประเทศไทย แต่ผมไม่เคยพบเห็น เท่าที่พบเห็นในเมืองไทยเราเป็นเขี้ยวแหลมหรือไม่ก็ออกไปทางพระจันทร์เสี้ยว มากกว่า ลูกปัดนี้ทางเกาหลีถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาหลี มีหลักฐานการทำในเกาหลีอย่างชัดเจน &lt;/p&gt;  &lt;p align="center"&gt;&lt;img hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02210652p2.jpg" align="bottom" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูกปัดหินผลึกในสุสานกษัตริย์ที่เกาหลี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แต่ ที่สำคัญยิ่งคือลูกปัดที่เกาหลีแทบทั้งหมด ขุดพบจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ถูกถ้วน โดยเท่าที่เห็นทั้งในหนังสือรายงานการขุดค้นตลอดจนที่จัดแสดงใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ มีข้อสังเกตสำคัญว่าล้วนเป็นลูกปัดจากสุสานกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ ในยุคก่อตั้งเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นคายา, แพ็กเจ, ซิลลา และโคริโอ เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน และพบเรียงร้อยอยู่เป็นสายไม่กระจัดกระจายอย่างที่พบในภาคใต้ สามารถบอกยุคสมัยและลักษณะการใช้สอยได้อย่างชัดเจนในสภาพที่สวยสมบูรณ์อย่าง ของกษัตริย์และราชินี และมีหลักฐานบันทึกว่าในเกาหลีโบราณนั้น ถือลูกปัดเป็นสิ่งมีค่ามากกว่าทองคำด้วยซ้ำ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02210652p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอก จากพบลูกปัดหลายชนิดที่คล้ายกับที่พบในภาคใต้ของประเทศไทยแล้ว จากการวิเคราะห์เนื้อแก้วเปรียบเทียบกับแก้วในประเทศไทยยังได้ข้อมูลที่น่า สนใจว่าอาจเป็นแก้วประเภทเดียวกัน สีสันคล้ายกันโดยเฉพาะเม็ดสีน้ำเงินที่ทำเอานักวิชาการเกาหลีหลายท่านถึงกับ ตั้งข้อสมมติฐานว่าอาจเป็นไปได้ที่ผู้คนในเกาหลีกับไทยในอดีตน่าจะมีความ สัมพันธ์ผ่านลูกปัดเหล่านี้กันแล้ว และส่งผลให้ในวันสุดท้ายที่เกาหลี คณะของเราต้องงดกิจกรรมทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ มาเป็นการให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์แห่งชาติเกาหลี (KBS) เรื่องลูกปัดในประเทศไทยและความคล้ายกับของเกาหลี    &lt;br /&gt;โดยในวันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ คณะนักวิชาการและผู้แทนสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเกาหลีจะตามมาแกะรอยลูกปัด เมืองไทยที่พิพิธภัณฑ์สถาบันการเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยาม และในบ่ายวันที่ 28 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. จะมีกิจกรรมอำลานิทรรศการปริศนาลูกปัด มีอาจารย์ภูธร ภูมะธน และร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดีตัวจริงซึ่งนำทางผมไปเกาหลีมาเล่าให้มากกว่าที่ผมเล่า พร้อมกับมีคุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน คนเขียนหนังสือ A BEAD TIMELINE และศาสตราจารย์คิม กิวโฮ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแก้วจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติคองจู มาร่วมด้วย    &lt;br /&gt;ผม จึงขอแกะรอยลูกปัดเกาหลีพอเป็นกระสายยาเพื่อเชิญชวนให้ตามไปแกะรอยจริงๆ ร่วมกันในวันสุดท้ายของการจัดแสดงนิทรรศการปริศนาลูกปัดกับ 4 ผู้เชี่ยวชาญลูกปัด โดยผมจะนำชมนิทรรศการส่งท้ายในวันนั้นด้วยตนเอง อย่าลืมไปแกะรอยร่วมกันเพราะอาจจะพบหลักฐานที่เหลือเชื่ออีกหลายอย่างนะครับ    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-5678335055015933568?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/5678335055015933568/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=5678335055015933568' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5678335055015933568'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5678335055015933568'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/blog-post_21.html' title='ลูกปัดสุสานกษัตริย์เกาหลี ที่อาจเกี่ยวกับลูกปัดเมืองไทย'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-8783878149473126771</id><published>2009-06-13T11:01:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:12:58.848-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><title type='text'>ลูกปัดนกแสงตะวัน อีกลูกปัดปริศนาแห่งอาณาจักรฟูนันและทวารวดี</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11418 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะรอยลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02140652p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ลูกปัดแบบนี้อาจนับเป็นที่สุดของความคลาสสิคแห่งเอเชียอาคเนย์ เพราะไม่มีพบที่ไหนอีกเลย&amp;quot;   &lt;br /&gt;แรก เริ่มเดิมทีที่โดดเด่นขึ้นมาก็เมื่อครั้งที่ทั่วทั้งโลกกำลังตื่นเต้นกับ รายงานการขุดค้นครั้งสำคัญของ หลุยส์ มาเลอเรต์ (Louis Malleret) จากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศเมื่อปี 2502 ที่ &amp;quot;ออกแอว&amp;quot; หรือที่ไทยเราเรียกกันว่า &amp;quot;ออกแก้ว&amp;quot; ในดินแดนเวียตนามบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ การประกาศการค้นพบ &amp;quot;อาณาจักรฟูนัน&amp;quot; ที่บางคนมาบอกว่าคือ &amp;quot;อาณาจักรพนม&amp;quot; โดยมีรายงานการพบทั้งที่เป็นเม็ดกลมและแบน    &lt;br /&gt;&amp;quot;ปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ (Peter Francis,Jr.) เรียกชื่อว่า ลูกปัดนก (Bird Beads)&amp;quot; ทำจากแก้วสีน้ำเงินเข้มหรือดำ มีลายเส้นลูกคลื่นสีขาวพันรอบไขว้กันเป็นสองกรอบ กรอบหนึ่งมักพบเป็นรูปนก อีกกรอบหนึ่งเป็นรูปคล้ายดาวกระจาย (star-burst) โดยบางเม็ดมีเป็นรูปกระรอกแทนนก หรือรูปดอกไม้แทนดาวกระจาย ที่ผมดูเป็นดวงตะวันฉาย     &lt;br /&gt;ปีเตอร์ ฟรานซิส ระบุว่ามีรายงานการพบหลายแห่ง ทั้งที่คลองท่อม, แหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในประเทศไทย และ ในอินโดนีเซีย &amp;quot;โดยเฉพาะที่ จันทิลารัส (Candi Laras) ในกาลิมันตัน&amp;quot; ซึ่งน่าจะร่วมสมัยราว ๆ สหัสวรรษแรกของคริสตกาล (first millennium A.D.) และแม้จะมีการกล่าวว่าน่าจะมีต้นตอหรือแหล่งผลิตอยู่ในอินเดีย ปีเตอร์ ฟรานซิส กลับบอกว่าลูกปัดแก้วลายนกและดาวกระจายนี้ไม่เคยมีรายงานการพบในอินเดียเลย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02140652p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ใน ขณะที่หมอเจมส์ แล็งค์ตัน (James Lankton) แม้จะไม้ได้เขียนรายละเอียดอะไรในหนังสือ A Bead Timeline แต่ได้จัดแสดงลูกปัดนี้ไว้ในกลุ่มลูกปัดของอินโดนีเซีย สมัยประมาณคริสต์ศวรรษที่ 5   &lt;br /&gt;ส่วนแอนน์ ริชเตอร์ (Anne Richter) เขียนในหนังสือเครื่องประดับเพชรพลอยแห่งเอเชียอาคเนย์ (The Jewellery of Southeast Asia) ว่านอกจากมีพบที่อู่ทองโดยเชื่อว่าน่าจะนำเข้ามาจากอินเดียแล้ว ยังมีพบที่แหล่งโบราณคดีสมัยซาหวิ่น (Sa huynh)ในเวียตนามตอนกลาง อายุประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาลถึงคริสต์ศักราช 100 พร้อมทั้งระบุว่ามีการพบในบริเวณออกแอวและที่อื่น ๆ รวมทั้งในอินเดียซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งผลิต    &lt;br /&gt;ที่โดนใจผมมากคือ การเรียกชื่อของแอนน์ ริชเตอร์ ที่เรียกลูกปัดนี้ว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดนกและตะวันฉาย (Birds and Sunburst)&amp;quot;&amp;quot; อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อลูกปัดนี้เสียใหม่ว่า &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดนกแสงตะวัน&amp;quot;&amp;quot; ในหนังสือ &amp;quot;&amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot;&amp;quot; ที่ผมพบว่า &amp;quot;มีพบมากเหลือเกินที่คลองท่อม จังหวัดกระบี่ มีทั้งที่เป็นรูปนกกับตะวันฉาย กับรูปอื่นๆ ทั้งที่คล้ายดาว ดวงดอกไม้ ดอกไม้ จนกระทั่งที่คล้ายหงส์ โดยมีรูปหนึ่งคล้ายปลาโลมา&amp;quot; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun02140652p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอก จากนี้ยังมีเม็ดหนึ่งมีเพียงเส้นลูกคลื่นสี่ลอนเส้นเดียวตรงกลาง แล้ววางรูปดอกไม้ ดวงสีขาว หงส์ และ ดวงดอกไม้ในจังหวะของลอนลูกคลื่น โดยมีพบที่ทำเป็นเม็ดแบนด้วย ส่วนเม็ดแตกนั้นมีพบมากมายเช่นกัน   &lt;br /&gt;นอก จากนี้แล้ว ในภาคใต้มีให้ผมได้พบเห็นอีกเม็ดจากบางกล้วย แต่เนื้อสีขาวกะเทาะเกือบหมด คงเห็นเป็นรอยเส้นและรูปนกกับตะวันฉายอยู่ตื้นๆ เท่านั้น    &lt;br /&gt;ส่วนจาก พื้นที่ภาคอื่นมีเห็นประปรายทั้งในพิพิธภัณฑ์และที่อื่นๆ ซึ่งอยากเชิญชวนช่วยกันตามรอยเอามาปะติดปะต่อ อาจจะได้ภาพที่ชัดเจนขึ้นของลูกปัดคลาสสิก &amp;quot;นกแสงตะวัน&amp;quot; ที่เริ่มจากฟูนัน ผ่านทวารวดี และมีทีท่าจะลงเอยว่ามาจากอินโดนีเซีย ซึ่งผมยังมีข้อมูลความรู้ไม่พอ นอกจากรู้แน่ๆ ว่าทุกวันนี้ ลูกปัดแก้วลายนี้มีทำที่อินโดนีเซีย ส่งเข้ามาขายในเมืองไทยมากมาย    &lt;br /&gt;ถ้ายังไง อาจจะตามรอยทั้งของเก่าและของใหม่เสียด้วยก็ได้นะครับ    &lt;br /&gt;ส่วน ท่านที่สนใจแกะรอยภาคพิเศษที่อาจจะพลาดการเสวนา &amp;quot;ส่องลูกปัด หาอดีต ขีดอนาคต&amp;quot; ที่ร้านหนังสือคิโนคุนิยา สยามพารากอนเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ถ้าอยู่ที่ภาคใต้ มี 2 รายการเสวนาน่าสน คือที่ &amp;quot;มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่บ่ายโมงตรงของวันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้&amp;quot; มีเสวนาเรื่อง &amp;quot;&amp;quot;(ตาม)รอยลูกปัด : สมบัติล้ำค่าที่ตกหล่นในภาคใต้&amp;quot;&amp;quot; ต่อด้วย &amp;quot;วันเสาร์ที่ 20 ตั้งแต่บ่ายสี่โมงก็มีเสวนาที่ครัวนคร&amp;quot; ใน &amp;quot;บวรบาซาร์ กลางเมืองนครศรีธรรมราช&amp;quot; เรื่อง &amp;quot;&amp;quot;สืบรอยลูกปัดปักษ์ใต้ไปถึงกรีกและโรมัน&amp;quot;&amp;quot;     &lt;br /&gt;สองงานนี้นัดนำลูกปัด ไปดูกันเพื่อเทียบกับลูกปัดจากกรุที่ยกไปให้ดูด้วยกัน รวมทั้งสุริยเทพคู่แฝดที่สำคัญกว่าเม็ดที่ถูกโจรกรรมแล้วกลับคืนมาเม็ดนั้น    &lt;br /&gt;&amp;quot; สำหรับนิทรรศการ &amp;quot;ปริศนาลูกปัด&amp;quot; ที่มิวเซียมสยามนั้นจะจัดแสดงถึงวันที่ 28 มิถุนายนนี้เท่านั้น ใครยังไม่ไปดูขอแนะนำให้รีบไปดู หรือจะไปร่วมกิจกรรม &amp;quot;อำลาปริศนาลูกปัด&amp;quot; ในระหว่างวันที่ 27-28 นี้ซึ่งจะมีทั้งเสวนาและนำชมรอบพิเศษโดยผมเองครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-8783878149473126771?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/8783878149473126771/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=8783878149473126771' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8783878149473126771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8783878149473126771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/blog-post_13.html' title='ลูกปัดนกแสงตะวัน อีกลูกปัดปริศนาแห่งอาณาจักรฟูนันและทวารวดี'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4550554671448719904</id><published>2009-06-07T02:17:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.621-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดอินโด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกปัดเม็ดสี ทวารวดี อินโดแปซิฟิก สุดยอดลูกปัดประจำถิ่นที่แพร่หลายไปทั่วทิศ</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11411 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:PLEARNSTAN@GMAIL.COM"&gt;PLEARNSTAN@GMAIL.COM&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04070652p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ถ้าจะว่ากันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ลูกปัดแก้วแบบนี้นี่แหละคือลูกปัดแท้และดั้งเดิมที่สุดเท่าที่มีการรับรู้และจดจำกันต่อเนื่องกันมา    &lt;br /&gt;ถ้า เป็นภาคใต้ก็จะบอกกันทันทีว่าเป็นลูกปัดของโนรามาทำตกไว้ เพราะเห็นเป็นของประดับสำหรับโนราไม่ว่าจะเป็นเสื้อหรือภู่ห้อย สายสร้อยหรือหางหงส์ คล้ายๆ กับนานาลูกปัดปัจจุบันที่นิยมเอามาร้อยทำสายสร้อย ประดับเสื้ออยู่ทั่วไป     &lt;br /&gt;ถ้า เป็นภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในภาคกลางหรืออีสานซึ่งมักพบปะปนมาในหลุมฝังศพก็เชื่อกันว่าเป็นของ ดีประจำตัวผู้สวมใส่ เรียกกันทั่วไปว่า *เม็ดสี* หรือ *ลูกปัดเม็ดสี* และเนื่องจากมีพบในหลายแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีร่วมสมัยทวารวดีด้วยก็เลยมี การเรียกกันในบางกลุ่มว่าลูกปัดทวารวดีด้วย    &lt;br /&gt;สำหรับสารบบลูกปัดโลกใน ทุกวันนี้ นิยมเรียกใหม่ในชื่อว่าลูกปัดแก้วอินโดแปซิฟิก หลังจากมีการให้ชื่อกันมาแล้วหลายชื่อ เช่น *ลูกปัดมูติซาลาห์ (Mutisalah) ลูกปัดลมสินค้า (Trade Wind Beads)* และ *ลูกปัดหลอดแก้วดึงสีเดียว (Omnipresent Drawn Glass beads)*    &lt;br /&gt;แรกสุดนั้นเริ่มจากที่นักค้นคว้า ชาวเนเธอร์แลนด์พบเห็นและรายงานไปจากหมู่เกาะอินโดนีเซียในชื่อ *มูติซาลาห์* ตามภาษาเรียกลูกปัดบางแบบของคนพื้นเมือง ซึ่งต่อมาพบว่าไม่สอดคล้องกับชื่อเรียกจริงของคนท้องถิ่น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04070652p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ใน ขณะที่อีกฟากของมหาสมุทรอินเดียตามชายฝั่งในแดนแอฟริกาตะวันออก บอกว่าพบลูกปัดเป็นจำนวนมากหลากหลายชนิดพร้อมหลักฐานว่ามีการนำเข้ามาทาง เรือด้วยกระแสลมสินค้าจากประเทศอินเดีย นิยมเรียกในระยะนั้นว่า *ลูกปัดลมสินค้า* ต่อมาเมื่อลูกปัดชนิดอื่นต่างมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงกันไป จึงเหลือแต่ลูกปัดแก้วสีเม็ดเล็กๆ เหล่านี้ที่ถูกใช้ชื่อว่าลูกปัดลมสินค้าเรื่อยมา และเชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อ *ลูกลม* หรือ *ลูกปัดลม* ที่มีบางคนในประเทศไทยใช้เรียกลูกปัดแบบนี้อยู่บ้าง   &lt;br /&gt;ลูกปัดแก้วสีนี้ จากข้อค้นพบต่างๆ นักศึกษาเรื่องลูกปัดต่างสรุปว่ามีพัฒนาการผลิตและแพร่หลายออกมาจากดินแดน อินเดียใต้สมัยโบราณอันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการค้าลูก ปัดตลอดทั้งวงการค้าของโลกด้วยเพราะลูกปัดเหล่านี้น่าจะเป็นหนึ่งในสินค้า สำคัญของตลาดการค้าในสมัยโบราณ     &lt;br /&gt;เทคนิคการผลิตที่ว่านั้นทุกวันนี้ ก็ยังมีการผลิตอยู่ในอินเดีย ด้วยวิธีการดึงแก้วที่มีฟองอากาศให้เป็นหลอดยาวตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ ต้องการและมีรูตลอด ก่อนที่จะตัดเป็นท่อนสั้นๆ เท่าขนาดความยาวของเม็ดลูกปัด จากนั้นจึงใช้วิธีคลุกเคล้าภายใต้ความร้อนเพื่อลบเหลี่ยมและคมที่ขอบให้เป็น เม็ดมนมีรูพร้อมสำหรับร้อยได้โดยไม่ต้องเสียเวลาหลอม แกะและเจาะทีละเม็ดอย่างแต่ก่อน อาจถือว่าเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของโลก &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/06/sun04070652p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;และ ด้วยวิธีการดึงหลอดแก้วสีเช่นนี้ ลูกปัดชนิดนี้จึงได้ชื่อเรียกว่า *ลูกปัดหลอดแก้วดึงสีเดียว* ซึ่งนักนิยมลูกปัดก็ยังไม่ค่อยจะชอบใช้สักเท่าใด   &lt;br /&gt;ชื่อที่ดูเหมือนจะ ลงตัวและใช้กันมากที่สุดในระยะหลังว่า *ลูกปัดอินโดแปซิฟิก (Indopacific beads)* เป็นชื่อที่ปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ เสนอให้ลองใช้เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นลูกปัดที่พบอย่างกว้างขวาง ทั่วทั้งอาณาบริเวณรายรอบและชายขอบของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ตั้งแต่ดินแดนแอฟริกาทางตะวันตกสุดของมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงเกาหลีและ ญี่ปุ่นและลงใต้ไปในหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยแต่เดิมนั้นเชื่อว่าอินเดียเป็นดินแดนผลิตผู้ส่งออกไปรอบทิศ และเริ่มมีรายงานใหม่ๆ ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ร่วมผลิตและค้าขายกับเขาด้วย    &lt;br /&gt;ในประเทศ ไทยเท่าที่พบเห็น ลูกปัดเม็ดสี ทวารวดี อินโดแปซิฟิกนี้มีพบในแทบทุกแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนและเริ่มต้นประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,000-1,000 ปีก่อน ไม่ว่าจะที่ตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา ภาคเหนือที่ลำพูน ภาคกลาง และตะวันออกที่ลพบุรี ศรีเทพ ปราจีนบุรี รวมทั้งที่ภาคกลางอย่างนครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี รวมทั้งในพื้นที่ภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และกระบี่ โดยในแต่ละแหล่งก็จะมีสีสันและเนื้อผิวที่แตกต่างกันออกไปพอให้สังเกตได้    &lt;br /&gt;เฉพาะ ที่ภาคใต้นั้น พบหลายหลากทั้งสีและขนาด ไม่ว่าจะเป็นสีดำ แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง น้ำตาล และขาว ตั้งแต่เม็ดจิ๋วเล็ก กลาง และใหญ่ โดยที่แหล่งคลองท่อมนั้นมีพบมากที่สุด ในขณะที่ภูเขาทองและบางกล้วยมีสีน้ำเงินเป็นสีเด่น ส่วนที่ท่าชนะนั้นนอกจากมีสีแปลกๆ แล้วยังมีเม็ดมนกลมเป็นพิเศษอีกด้วย    &lt;br /&gt;ที่ พิเศษสุดสำหรับรอยลูกปัดอินโดแปซิฟิกในภาคใต้คือการพบร่องรอยการเป็นแหล่ง ผลิตลูกปัดแก้วเหล่านี้ จากหลักฐานก้อนลูกปัดจำนวนมากที่เกาะติดกัน ทั้งที่เกาะอย่างเปะปะและเกาะกันอยู่เป็นแถวซึ่งต้องตามแกะรอยกันต่อไปว่า เป็นอย่างไรแน่&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4550554671448719904?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4550554671448719904/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4550554671448719904' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4550554671448719904'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4550554671448719904'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/blog-post_07.html' title='ลูกปัดเม็ดสี ทวารวดี อินโดแปซิฟิก สุดยอดลูกปัดประจำถิ่นที่แพร่หลายไปทั่วทิศ'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-806402894877169764</id><published>2009-06-02T08:09:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.852-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกปัดสวัสดิกะจากสามแก้ว สวัสดี นาซีหรือสันติภาพ ?</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11404 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun02310552p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แรก เห็นลูกปัดหินผลึกคริสตัลใสสะอาดเม็ดนี้ที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ผมถึงกับอึ้งเพราะไม่เคยคิดว่าสัญลักษณ์อย่างนี้จะมีทำเป็นลูกปัด แต่เมื่อได้ลองแกะรอยไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่าตรากากบาทต่อหางตั้งฉากทางเดียวกันทั้ง 4 นี้มีเรื่องราวให้แกะรอยอย่างเหลือเชื่อ   &lt;br /&gt;คำ &amp;quot;&amp;quot;สวัสดิกะ&amp;quot;&amp;quot; ท่านว่ามาจาก สุ + อัสดิ + กะ แปลประมาณว่า &amp;quot;&amp;quot;ความสุขสวัสดีจงมี&amp;quot;&amp;quot; คล้ายๆ กับคำว่า สวัสดี หรือโสตถิ ที่มีใช้กันมาเนิ่นนานมากนับพันๆ ปีที่อินเดียโบราณ รวมทั้งในประเทศไทยเราด้วยโดยมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลายหลัก     &lt;br /&gt;เช่น หลักที่ 23 วัดศาลามีชัย เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อพุทธศตวรรษที่ 14 ที่ขึ้นต้นว่า &amp;quot;โสตถิ&amp;quot; อันเป็นที่มาของคำว่า &amp;quot;สวัสดี&amp;quot; ที่ใช้กันเป็นปกติทั่วทั้งประเทศไทยทุกวันนี้ แต่ก็มีปัญหาที่ไม่ค่อยพบคำว่าสวัสดิกะในพระคัมภีร์ซึ่งมักมีแต่คำสวัสดี ท่านว่ามีพบคำสวัสดิกะในมหากาพย์รามายานะ รวมทั้งมหาภารตะและอื่นๆ ซึ่งมีการให้นิยามความหมายโดยสรุปว่าคือ &amp;quot;เครื่องหมายแห่งมงคล พร โชค ลาภ และอายุยืน&amp;quot;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun02310552p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ส่วน &amp;quot;รูปสัญลักษณ์กากบาทต่อหางตั้งฉากในทางเดียวกันทั้ง 4&amp;quot; ไม่ว่าจะตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกานั้น พบได้ทั่วทั้งโลกโบราณบนชิ้นส่วนภาชนะหรือเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง ไม่ว่าจะที่ซูซาในเปอร์เซียโบราณ ฮารัปปาและโมเหนโชดาโรในปากีสถานโบราณ และสุเมอเรียในดินแดนเมโสโปเตเมียโบราณ รวมทั้งในดินแดนกรีก โรมันและอียิปต์โบราณด้วย    &lt;br /&gt;แม้ในโลกปัจจุบันนี้ก็พบมีการใช้ตราสวัส ดิกะอย่างแพร่หลายทั้งในดินแดนแห่งศาสนาฮินดูทั้งที่อินเดียและอินโดนีเซีย และดินแดนแห่งพุทธศาสนาทั่วทั้งเอเชียอาคเนย์ ตลอดจนทิเบต จีน เกาหลีและญี่ปุ่น    &lt;br /&gt;มีการตีความและตั้งสมมติฐานกันอย่างมากมายทั้ง เรื่องนิยามความหมายและที่มาของรูปสัญลักษณ์ นับได้เป็นร้อยพันสมมติฐาน โดยจำนวนมากเวียนวนอยู่กับ &amp;quot;ความหมายแห่งการเคลื่อนไหวหรือพลวัตที่หมุนวน โดยมีศูนย์กลางเป็นหนึ่งกับอีกสี่สาแหรก ซึ่งมีการตีความตามหมวด 4 ได้มากมาย&amp;quot; ไม่ว่าจะเป็น 4 ทิศ 4 เทพ 4 โลก 4 วรรณะ 4 อาศรม เช่น เป็นสัญลักษณ์ของการรวมกันของทั้ง 4 วรรณะ    &lt;br /&gt;ที่ยืนยันนั้น มีการใช้อย่างแพร่หลายใน 3 ศาสนาสำคัญคือ &amp;quot;ฮินดู พุทธ และ เชน&amp;quot; โดยในศาสนาฮินดูนั้นเชื่อถึงขนาดว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งชนเผ่าอารยันที่เก่า แก่ที่สุด หมายถึงพระพรหม พระวิษณุและพระศิวะ ผู้สร้าง ผู้ปกปักรักษาและผู้ทำลายล้าง ในขณะที่ของศาสนาพุทธนอกจากพบใช้ในจารึกที่นิยมนำมาขึ้นต้นหรือตอนจบแล้ว ยังพบใช้เป็นหนึ่งใน 65 ตรามงคลที่ฝ่าพระพุทธบาท ส่วนศาสนาเชนนั้นยกให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญอันดับแรกใน 8 สัญลักษณ์มงคล    &lt;br /&gt;ที่ถูกใช้ครั้งใหญ่และเป็นที่จดจำกันทั้งโลกนั้นเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ.2450) เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพลพรรคนาซี เยอรมัน เรียนรู้ว่าสัญลักษณ์นี้มีความหมายดี แล้วตีความหมายว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งบรรพชนเยอรมันแห่งเผ่าพันธุ์อารยันที่ เข้ามาจากอินเดียพร้อมลัทธิถือชั้นวรรณะ แล้วยึดมั่นการฟื้นคืนเผ่าพันธุ์พร้อมกับการกำจัดและชำระความแปดเปื้อนจน เกิดเป็นมหาโศลกโศกนาฏกรรมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฮิตเลอร์ใช้ &amp;quot;ดวงตราสวัสดิกะนี้เป็นสัญลักษณ์พันธกิจแห่งชัยชนะของเผ่าพันธุ์อารยันผู้ริ เริ่มและสร้างสรรค์&amp;quot; ซึ่งลงเอยอย่างที่รู้กันทั่วทั้งโลกว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น    &lt;br /&gt;จนเมื่อปี 2548 ได้มีการเสนอต่อที่ประชุมประชาคมยุโรปให้มีการห้ามใช้ตราสวัสดิกะนี้ทั่ว ทั้งยุโรปในฐานะซากเดนของนาซีที่ไม่พึงประสงค์ ร้อนถึงพี่น้องชาวฮินดูทั้งหลายต้องออกมาร้องทุกข์ว่า ดวงตรานี้ที่แท้แล้วเป็นตรามงคลแห่งสันติที่แพร่หลายมาแล้วกว่า 5,000 ปี    &lt;br /&gt;&amp;quot; กลับมาที่เขาสามแก้ว นอกจากพบลูกปัดหินผลึกคริสตัลใสรูปสวัสดิกะแล้ว ยังพบลูกปัดรังผึ้งเขียนลายสวัสดิกะอีกชิ้นหนึ่ง รวมทั้งหลักฐานอื่นร่วมสมัยประมาณพุทธศตวรรษต้นๆ ซึ่งเวลาสอดคล้องพอดีกับข้อสรุปข้างต้นจนอาจตั้งเป็นอีกสมมติฐานได้ว่า รอยสวัสดิกะนี้ที่มีหมายถึงสวัสดีและสันติภาพนี้ อาจเข้ามาจากอินเดียเมื่อสมัยนั้นซึ่งยังไม่มีนิยามอย่างนาซีแน่นอน&amp;quot;    &lt;br /&gt;&amp;quot; หวังว่าจะไม่มีคนไทยคนไหนบ้าเลือดอย่างฮิตเลอร์เอารอยหลักฐานนี้ที่สามแก้ว ไปปลุกผีอารยันแล้วลุกขึ้นมาห้ำหั่นมหาชนอย่างเมื่อร้อยปีที่แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-806402894877169764?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/806402894877169764/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=806402894877169764' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/806402894877169764'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/806402894877169764'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='ลูกปัดสวัสดิกะจากสามแก้ว สวัสดี นาซีหรือสันติภาพ ?'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-7268411000304437661</id><published>2009-06-02T08:03:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.853-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (3) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun02240552p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;มี การพบ &amp;quot;ลูกปัดตุ๊กตาหรือตรีรัตนะทองคำ&amp;quot; อีกสองแบบที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ซึ่งชาวบ้านยังมองไม่หนีไปจาก &amp;quot;ตัวตุ๊กตา&amp;quot; ที่พบทำด้วยเนื้อหิน เพราะคล้ายกันมาก เพียงแต่ทำได้ง่ายกว่า ด้วยการนำลวดทองกลมหรือแบน มาบิดขดเป็นรูปคล้ายตรีรัตนะ ซึ่งหากดูโดยละเอียดจะพบว่าคล้ายกับตัว อักขระพราหมีโบราณ &amp;quot;มะ&amp;quot; ของอินเดียภาคเหนือในสมัยเมื่อประมาณสองพันปีก่อนโน้น   &lt;br /&gt;ในหนังสือเล่ม เดิม Early Indian Symbols : Numismatic Evidence ว่าด้วยสัญลักษณ์โบราณของอินเดียจากหลักฐานบนเหรียญตราของ Dr.Savita Sharma ตีพิมพ์ที่กรุงเดลีเมื่อปี พ.ศ.2533 ระบุว่าตัวอักขระพราหมี &amp;quot;มะ&amp;quot; นี้ละม้ายมากกับ สัญลักษณ์ทอรีน &amp;quot;Taurine&amp;quot; ที่นิยมใช้ในอินเดียสมัยโบราณ ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกับการประสมของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ในทำนอง สุริยันและจันทรา (combination of Sun and Moon) อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งสัมพันธ์กันกับภาพโคนนทิและภูเขาที่มีเสี้ยว เดือนประดับอยู่ ซึ่งหมายถึงเอกองค์พระศิวเทพในศาสนาพราหมณ์โบราณ โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นร่องรอยการเคารพสุริยันและจันทราอันเป็นที่นิยม อย่างแพร่หลายในทั่วทั้งโลกในสมัยโบราณ    &lt;br /&gt;เธอระบุว่า &amp;quot;พระอาทิตย์&amp;quot; นั้นถือเป็นบุรุษมหาเทพสูงสุดเสมือน &amp;quot;องค์อิศวร&amp;quot; หรือ &amp;quot;อาทิพุทธะ&amp;quot; ในขณะที่ &amp;quot;พระจันทร์&amp;quot; นั้นเสมือนเทพีแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติ &amp;quot;ปรารถนา&amp;quot; &amp;quot;ธรรมะ&amp;quot; และ &amp;quot;สังฆะ&amp;quot; รังสรรค์ซึ่งธาตุทั้งห้าอันรวมถึงมนุษยชาติและจักรวาล &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun02240552p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;การ นำสัญลักษณ์ &amp;quot;สุริยัน-จันทรา&amp;quot; อันไม่ได้แสดงเพียง 2 สิ่งสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการประสานพลังกันของ 2 ด้านเข้าด้วยกันจึงเป็นประเด็นสำคัญ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเสนอต่อไปถึง &amp;quot;Taurine Symbol&amp;quot; ซึ่งเป็นภาพของ &amp;quot;หัวพระโคกับเขาคู่&amp;quot; ที่มีพบในอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุโบราณสมัยโมเหนโชดาโรนั้นน่าจะหมายถึงปศุปัต ินาถหรือมหาแห่งมวลสัตว์ (Pasupati, the lord of beasts) ในศาสนาโบราณ โดยทิ้งท้ายไว้อีกว่าสัญลักษณ์แห่ง &amp;quot;สุริยัน-จันทรา&amp;quot; นี้ยังละม้ายเหมือน สัญลักษณ์แห่งจักรราศีพฤษภ (the Zodiacal sign &amp;quot;Taurus&amp;quot;) ของโลกกรีกโบราณที่แทนด้วยภาพศีรษะและเขาคู่ของพระโคเช่นกัน    &lt;br /&gt;Dr.Savita Sharma เสนอว่า ชะรอยรูป &amp;quot;สุริยัน-จันทรา&amp;quot; ที่มาละม้ายคล้าย &amp;quot;อักขระ มะ&amp;quot; &amp;quot;Taurine Symbol&amp;quot; และ &amp;quot;the Zodiacal sign Taurus&amp;quot; ของทั้งอารยธรรมโมเหนโชดาโร อินเดียโบราณ และกรีกโบราณ แล้วสานต่อมาเป็นรูป &amp;quot;นนทิบาท&amp;quot; และ &amp;quot;ตรีรัตนะ&amp;quot; นี้ น่าจะอยู่ในสายการวิวัฒน์ของรูปสัญลักษณ์เหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงสัญลักษณ์ &amp;quot;ตรีศูล&amp;quot; ของทั้งพระศิวะและวิษณุเทพด้วย     &lt;br /&gt;กับยังบอกอีกด้วยว่าไม่ เพียงแต่ศาสนาพราหมณ์และพุทธเท่านั้นที่เคยร่วมใช้สัญลักษณ์นี้ ยังมีศาสนาเชนหรือไชนนะ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ตรีรัตนะหรือนนทิบาทอย่างแพร่หลาย ด้วยความหมายถึงหลักพื้นฐาน 3 ประการ คือ สังโยคญาณ (การรู้ชอบ-samyaka jnana), สังโยคจริต (การปฏิบัติชอบ-samyaka charitra) และสังโยคทัศนะ (การเห็นชอบ-samyaka darsana) และได้หมายเหตุไว้ว่าในยุคสาญจีและภารหุตนั้น สัญลักษณ์ตรีรัตนะนี้ยังมีความหมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย     &lt;br /&gt;ใน ขณะที่กุมาราสวามี (Coomaraswamy) ชี้ว่าหลังพุทธศตวรรษที่ 9 แวดวงศาสนาพุทธและไชนนะ ได้เลิกใช้สัญลักษณ์นี้ คงมีเหลือใช้แทนองค์ &amp;quot;พระศรีหรือพระลักษมี&amp;quot; ในศาสนาพราหมณ์เท่านั้น    &lt;br /&gt;ผมขอสรุปผลการตามรอย &amp;quot;ลูกปัดตรีรัตนะ&amp;quot; ที่ต่อเนื่องมา 3 ตอน เพื่อการช่วยกันแกะหาร่องรอยต่อไปของท่านทั้งหลายดังนี้    &lt;br /&gt;-หนึ่ง &amp;quot;ลูกปัดตรีรัตนะ&amp;quot; นี้ มีวิวัฒนาการสืบเนื่องกันมาแต่โบราณของมนุษยชาติ โดยหมายเอาสิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมวลมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยและบริบทเป็นที่ หมาย ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระโค-พฤษภ จนกระทั่งพระรัตนตรัย-ไตรรัตนะ    &lt;br /&gt;-สอง มีการร่วมใช้เครื่องหมายเหล่านี้ร่วมกัน พร้อมทั้งหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา ตามที่คิดเห็นและให้คุณค่า ตั้งแต่ลัทธิพิธีบูชาธรรมชาติจนกระทั่งเทพดึกดำบรรพ์ พระศาสดาและหลักศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระหว่าง 3 ศาสนายุคโบราณเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน คือ พราหมณ์ พุทธ และไชนนะ หรือ เชน โดยมีหลักฐานการใช้อย่างแพร่หลายมากในแวดวงพระพุทธศาสนาเมื่อประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 3-6    &lt;br /&gt;-สาม มีความเป็นไปได้ว่าลูกปัดตรีรัตนะเหล่านี้ถูกนำเข้ามาในดินแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งร่วมสมัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-5 โดยช่างหรือนักเดินทางจากอินเดียโบราณผู้นับถือเทพหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง โดยมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายมากในอินเดียขณะนั้น    &lt;br /&gt;-สี่ หลักฐานเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ ที่กล่าวกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งสมณทูตสายที่ 9 มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในดินแดนเอเชียอาคเนย์ โดยยังไม่เคยมีการพบรอยพระพุทธศาสนาอายุเก่าขนาดนี้ในที่ใดมาก่อน     &lt;br /&gt;ซึ่ง หากเป็นเช่นนั้น ลูกปัดตรีรัตนะ ทั้งหินและทองคำเหล่านี้ ที่ชาวบ้านมองเห็นเป็น ตุ๊กตา หรือตัวแมงมุม ก็ย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็บอกได้ว่าผู้คนบนแผ่นดินไทยเมื่อ 2,000 ปีก่อนนั้นมีศรัทธาและศาสนาสากลกันแล้ว มิใช่คนป่าคนดงที่ไกลห่างจากอารยธรรมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-7268411000304437661?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/7268411000304437661/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=7268411000304437661' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7268411000304437661'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7268411000304437661'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/06/3.html' title='ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (3) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-499639809862298609</id><published>2009-05-19T02:58:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:11:27.661-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพจากพิพิธภัณฑ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดบ้านเชียง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ลูกปัดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง</title><content type='html'>&lt;h4&gt;&lt;img src="http://gotoknow.org/file/uboljuangpanich/P1140903.JPG" border="0" /&gt;&lt;/h4&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;h4&gt;&lt;img src="http://gotoknow.org/file/uboljuangpanich/P1140893.JPG" border="0" /&gt;&lt;/h4&gt;  &lt;p&gt;ภาพจากเวป &lt;a href="http://www.gotoknow.org/blog/cancernurse/169936"&gt;www.gotoknow.org/blog/cancernurse/169936&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-499639809862298609?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/499639809862298609/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=499639809862298609' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/499639809862298609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/499639809862298609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/blog-post_7168.html' title='ลูกปัดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4871398661927599453</id><published>2009-05-19T01:39:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:15:14.372-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพจากพิพิธภัณฑ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ลูกปัดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร</title><content type='html'>&lt;img height="180" alt="" src="http://i152.photobucket.com/albums/s181/armoo_chumphon/chumphon_images/museum-chumphon-002.jpg" width="389" border="0" /&gt;&lt;img height="267" alt="" src="http://i152.photobucket.com/albums/s181/armoo_chumphon/chumphon_images/museum-chumphon-001.jpg" width="399" border="0" /&gt;  &lt;p&gt;&lt;img height="271" alt="" src="http://i152.photobucket.com/albums/s181/armoo_chumphon/chumphon_images/museum-chumphon-004.jpg" width="406" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" src="http://www.chumphon-museum.net/files/051412157.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูกปัดแก้ว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แหล่งที่พบ : แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว&amp;#160; จังหวัดชุมพร    &lt;br /&gt;อายุ : สมัยประวัติศาสตร์&amp;#160; พุทธศตวรรษที่ 5-10    &lt;br /&gt;ขนาด : -    &lt;br /&gt;จาก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" src="http://www.chumphon-museum.net/files/051412074.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;ลูกปัดทองคำ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;แหล่งที่พบ : แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร&amp;#160; จังหวัดชุมพร        &lt;br /&gt;อายุ : สมัยประวัติศาสตร์&amp;#160; พุทธศตวรรษที่ 5-9        &lt;br /&gt;ขนาด : 1 พวง 25 เม็ด น้ำหนัก 3 กรัม        &lt;br /&gt;จาก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;ลูกปัดทองคำทรงรี&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;/blockquote&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" src="http://www.chumphon-museum.net/files/05141222b3.jpg" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;ลูกปัดหินคาร์เนเลี่ยน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;แหล่งที่พบ : แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร&amp;#160; จังหวัดชุมพร        &lt;br /&gt;อายุ : สมัยก่อนประวัติศาสตร์&amp;#160; พุทธศตวรรษที่ 5-10        &lt;br /&gt;ขนาด : -        &lt;br /&gt;จาก : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;    &lt;p&gt;&lt;font color="#000000"&gt;ลูกปัดทำจากหินคาร์เนเลี่ยนสีส้ม &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4871398661927599453?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4871398661927599453/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4871398661927599453' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4871398661927599453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4871398661927599453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/blog-post_19.html' title='ลูกปัดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i152.photobucket.com/albums/s181/armoo_chumphon/chumphon_images/th_museum-chumphon-002.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-8718269667555015609</id><published>2009-05-16T22:05:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.853-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (๒) หรือเพียงแค่ "แมงมุมทอง" ของชาวบ้าน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun02170552p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะที่พบบนแผ่นดินไทยนั้นนอกจากที่ทำด้วยหินสีมีค่าต่างๆ แล้วนั้น ยังพบที่ทำด้วยทองคำอีกด้วย   &lt;br /&gt;&amp;quot; ลูกปัดตรีรัตนะทองคำ&amp;quot; ตัวหนึ่งซึ่งร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณระบุไว้ชัดเจนในหนังสือ &amp;quot;ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ&amp;quot; ว่าคือไตรรัตนะนั้น ชาวบ้านที่ภูเขาทอง จังหวัดระนองไม่เคยคิดหรือรับรู้ด้วย เพราะดูอย่างไรก็ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจาก &amp;quot;ตัวแมงมุมทองคำ&amp;quot; ที่มีตัวกลมโตพร้อมหนวดยุ่มย่ามกับสองดวงตากลมและงวงปากอยู่ตรงกลาง โดยมีขาโค้งยงโย่ยงหยกอยู่สองข้าง วางคว่ำปลายเท้าแผ่อยู่บนพื้น    &lt;br /&gt;ใน การตามรอยของผม ในหนังสือ &amp;quot;Early Indian Symbols:Numismatic Evidence&amp;quot; ว่าด้วยสัญลักษณ์โบราณของอินเดียจากหลักฐานบนเหรียญตราของ Dr. Savita Sharma ตีพิมพ์ที่กรุงเดลีเมื่อปี พ.ศ.2533 ระบุว่า    &lt;br /&gt;ตราอย่างนี้ รูปทรงอย่างนี้ คือ &amp;quot;&amp;quot;นนทิบาท หรือ ตรีรัตนะ หรือ ทอรีน&amp;quot; (Nandipada/Triratna/Taurine)&amp;quot; เชื่อว่าวิวัฒน์มาจากรอยเท้าของโคนนทิอันเป็นเทพพาหนะของพระศิวะโดยรูปนนทิ บาทนี้นิยมแพร่หลายมากในสมัยคัมภีร์พระเวทและปุราณะก่อนที่จะนำมาวิวัฒน์ ปรับใช้ต่อในพุทธศาสนาและศาสนาไชนนะหรือเชน (หรือนิครนท์ที่ไทยเราชอบเรียกว่าพวกชีเปลือยนุ่งลมห่มฟ้าเนื่องจากมีศีลอัน กล้าในเรื่องการนุ่งห่มและดื่มกิน)    &lt;br /&gt;Dr.Savita Sharma ระบุว่า รูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์นนทิบาทหรือตรีรัตนะนี้นับเป็นส่วนประดับอันสำคัญใน ศิลปะและสถาปัตยกรรมอินเดียโบราณ โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับแทบทุกศาสนาหลักจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายไม่แพ้ &amp;quot;สัญลักษณ์ศรีวัตสะและสวัสดิกะ&amp;quot; ดังที่พบเป็นรอยตราทั้งบนเหรียญตรา และอนุสาวรีย์มากมาย     &lt;br /&gt;รวมทั้งน่าจะเกี่ยวพันอยู่กับ &amp;quot;การคิดประดิษฐ์อักขระ&amp;quot; และ &amp;quot;สัญลักษณ์ Taurine&amp;quot; หรือ &amp;quot;Taurus&amp;quot; อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราศีที่ 2 หรือพฤษภในสิบสองราศีของชนชาวกรีกโบราณอีกด้วย    &lt;br /&gt;เธอบอกว่าลอร์ดคัน นิ่งแฮม (Cunningham)เรียกสัญลักษณ์นี้ว่า &amp;quot;&amp;quot;the disc and the crescent&amp;quot;, &amp;quot;the triple jems&amp;quot;, or &amp;quot;Triratna&amp;quot;&amp;quot; พร้อมระบุว่าลอร์ดคันนิ่งแฮมสรุปอย่างมั่นเหมาะว่า ตรีรัตนะนี้เป็นสัญลักษณ์ในพระพุทธศาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย     &lt;br /&gt;ในขณะ ที่พรินเซ็ป (Prinsep) เรียกสัญลักษณ์นี้ในทรงตั้งหงายว่า &amp;quot;&amp;quot;the Buddhist monogram&amp;quot;&amp;quot; และในทรงคว่ำว่า &amp;quot;&amp;quot;the Buddhist Chaitya&amp;quot;&amp;quot; โดยวิลสันและผู้การไซคส์ (Wilson and Colonel Sykes) บอกว่าคือ &amp;quot;&amp;quot;Buddhist triad : Buddha, Dhamma and Sangha&amp;quot;&amp;quot;     &lt;br /&gt;ขณะที่ไมเซย์ (Maisey) เห็นตามลอร์ดคันนิงแฮมว่าคือ &amp;quot;&amp;quot;disc and crescent&amp;quot;&amp;quot;    &lt;br /&gt;ที่ สำคัญเธอระบุว่าสัญลักษณ์นี้มีการใช้อย่างยิ่งยวดและสมบูรณ์แบบที่ &amp;quot;มหาสถูปสาญจี&amp;quot; แห่งพระพุทธศาสนา ณ จุดต่างๆ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะตรงโค้งซุ้มประตู บนยอดเสา ภายใต้ฉัตร ประดับบนด้ามกระบี่ ที่จี้ห้อยกรองศอหรือสายสร้อยมงคล จนกระทั่งบนยอดเสาธงทิวทั้งหลาย และยังพบได้ที่สถูปสมัย &amp;quot;ภารหุต อมราวดี&amp;quot; จนกระทั่งที่ &amp;quot;สารนาถ มถุรา&amp;quot; ซึ่งมีธรรมจักรประดับอยู่ระหว่างสองขาของตรีรัตนะอีกด้วย     &lt;br /&gt;ส่วนที่ เป็นหลักฐานชิ้นเล็กๆ นั้น เธอระบุว่ามีทั้งที่เป็นหัวแหวน ยอดปิ่นปักผม หัวเข็มขัด ตราประทับ รูปสลักบนฐานสถูป รอยจำหลักบนเศษภาชนะ จนแม้กระทั่งภาพฝาผนังถ้ำ และที่สำคัญคือพบมากบนเหรียญตราจาก &amp;quot;ตักสิลา โกสัมพี พาราณสี อโยธยา&amp;quot; และอีกหลายเมืองโบราณเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-5     &lt;br /&gt;&amp;quot;&amp;quot;ตรีรัตนะทองคำ&amp;quot;&amp;quot; ของร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ หรือ &amp;quot;&amp;quot;แมงมุมทองคำ&amp;quot;&amp;quot; ของชาวบ้านตัวนี้ เท่าที่ผมเทียบจากตารางภาพของ Dr.Savita Sharma เหมือนทั้ง &amp;quot;&amp;quot;นนทิบาท&amp;quot;&amp;quot; หรือ &amp;quot;&amp;quot;ตรีรัตนะ&amp;quot;&amp;quot; และ &amp;quot;&amp;quot;ทอรีน&amp;quot;&amp;quot; หรือ &amp;quot;&amp;quot;ทอรัส&amp;quot;&amp;quot; ซึ่งขอชวนแกะรอยต่อในตอนหน้า     &lt;br /&gt;ส่วนท่านใดอยากได้เห็นโดย ประจักษ์กับตรีรัตนะบนสถูปสาญจี อมราวดีและภารหุต ขอเชิญไปพบกันในงานอาจาริยบูชาท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ที่สวนโมกขพลาราม วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ช่วงบ่ายซึ่งผมจะนำชมโดยละเอียดที่นั่น    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-8718269667555015609?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/8718269667555015609/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=8718269667555015609' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8718269667555015609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8718269667555015609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/blog-post_16.html' title='ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (๒) หรือเพียงแค่ &amp;quot;แมงมุมทอง&amp;quot; ของชาวบ้าน'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2579212627219934082</id><published>2009-05-10T07:18:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.621-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (1) หรือเพียงแค่"ตุ๊กตา"ของชาวบ้าน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11383 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun04100552p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สำหรับ ผมแล้วลูกปัดปริศนาชวนตื่นใจที่สุดในการค้นพบคือ &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดตุ๊กตา&amp;quot;&amp;quot; เหล่านี้ แรกเห็นที่เขาสามแก้ว ชุมพรนั้น ชาวบ้านบอกผมว่าคือตัวตุ๊กตา มีหัว มีตัว มีไหล่และแขน แม้จะไม่มีขาแต่ก็เข้าเค้าอย่างยิ่ง    &lt;br /&gt;ยัง จำได้ว่าผมพยามยามคิดแย้งเป็นอย่างอื่น เพราะเพียงแค่เข้าเค้า ไม่ได้เหมือนเปี๊ยบเรียบร้อย โดยตอนนั้นผมคิดออกแต่เพียงว่าอาจจะเป็น &amp;quot;ตัวกบ&amp;quot; ที่มีหัวกลมกับมีตัวและขาหน้าในท่าจะกระโดดก็เป็นได้ แม้จะไม่มีใครยอมรับโดยยังพากันเรียกว่าตุ๊กตาตลอดมา เพราะเมื่อลองร้อยห้อยแขวนดูก็เห็นเหมือนเป็นตัวตุ๊กตาอย่างยิ่ง    &lt;br /&gt;เท่า ที่พบเห็น ตุ๊กตาแบบนี้พบมากที่สุดที่เขาสามแก้ว ชุมพร รองลงมาก็ที่ท่าชนะ สุราษฎร์ธานี และภูเขาทอง ที่ระนอง ส่วนใหญ่ทำจากหินแกะสลัก มีทั้งที่เป็นหินคริสตัล คาร์นีเลียน โกเมน อมิทิสต์ และอื่นๆ รวมทั้งหินสีเขียว และอความารีนสีฟ้า กระทั่งที่เป็นทองคำ กับที่แกะเป็นรอยตราก็มี    &lt;br /&gt;ค้นดูในสารบบลูกปัดโลก พบระบุว่ามีพบในดินแดนตอนเหนือของอินเดียโบราณในบริเวณที่เคยเป็นแคว้นคันธา ระ และกุษาณะ เรียกกันว่า &amp;quot;Shoulder Bead&amp;quot; ด้วยข้อสังเกตที่ไม่ต่างจากชาวบ้านเมืองไทย คือเห็นเป็นหัวไหล่และศีรษะประมาณกัน แต่เปรียบเทียบดูรอยฝีมือและลักษณะการแกะแล้ว ของที่พบในภาคใต้ของไทยประณีตงดงามสละสลวยและกลมกลึงกว่ามาก &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun04100552p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ส่วนที่พบไม่งามก็สันนิษฐานว่าน่าจะยังทำไม่แล้วเสร็จเพราะมีพบชิ้นแตกหักอยู่ไม่น้อย   &lt;br /&gt;&amp;quot; ลูกปัดตุ๊กตา&amp;quot; เหล่านี้เหลือเชื่ออย่างยิ่งเพราะนอกจากจะพบเป็นจำนวนมากจนอาจสันนิษฐานว่า มีการทำกันในพื้นที่ภาคใต้ของไทยเราด้วยแล้ว ยังเปิดปริศนาที่สำคัญยิ่งเมื่อร้อยเอก บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดีแห่งสำนักศิลปากรที่ 15 จังหวัดภูเก็ต ผู้ศึกษาและค้นคว้าเรื่องลูกปัดคนสำคัญของไทย ได้ระบุในหนังสือ &amp;quot;&amp;quot;ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ&amp;quot;&amp;quot; ว่า    &lt;br /&gt;...คือ &amp;quot;สัญลักษณ์ไตรรัตนะ รูปสลักและเครื่องรางห้อยคอ&amp;quot; ในรูปสลักหินและภาชนะสมัยอินเดียโบราณอันส่อเค้าถึงการเข้ามาของพระพุทธ ศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว โดยได้ฟันธงในที่ประชุมสัมมนาปริศนาแห่งลูกปัด หรือ Beads and Beyond ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ว่าคือหลักฐานสัญลักษณ์พระพุทธศาสนาแน่     &lt;br /&gt;ในขณะ ที่บรรดานักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศในที่ประชุมเดียวกันนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดร.เอียน โกลเวอร์, อาจารย์ภูธร ภูมะธน, ดร.เบเรนิซ เบเลน่า ไพรซ์ รวมทั้งผมด้วย ต่างเห็นว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายของหลายศาสนา ดังเช่น ศรีวัตสะ สวัสดิกะ ภัทรบิฐ สังข์ ตรี ที่นิยมกันโดยทั่วไปในหลายศาสนาของอินเดียโบราณแล้วแพร่เข้ามาในอาณาบริเวณ เอเชียอาคเนย์ของเรา    &lt;br /&gt;สำหรับผมนั้น หลังจากตามแกะรอยต่อ ได้ข้อมูลมาเพิ่มจากอีก 2 แหล่ง คือ อาจารย์ไมเคิล ไรท ฝรั่งคลั่งไทยที่เคยอยู่ลังกาและเชี่ยวชาญภารตศึกษาอย่างยิ่ง บอกว่า ยังไม่เคยพบเห็นรอยศาสนิกไหนในอินเดียนอกจากพุทธที่ใช้สัญลักษณ์นี้     &lt;br /&gt;ใน ขณะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุที่สวนโมกข์หลังจากเดินทางไปสืบค้นเรื่องการ สร้างรูปเคารพของพุทธศาสนิกในดินแดนอินเดียโบราณเมื่อปี พ.ศ.2498 ก็ลงความเห็นไว้ในหนังสือ &amp;quot;ภาพพุทธประวัติจากหินสลักยุคก่อนมีพระพุทธรูป&amp;quot; ว่า     &lt;br /&gt;&amp;quot;Triratana Symbol ซึ่งหลักเกณฑ์โดยส่วนใหญ่มีดอกบัวบานอยู่ในวงกลมแล้วมีเปลวพุ่งขึ้นไปจากวง กลมนั้นเป็น 3 ยอด &amp;quot;วงกลม&amp;quot; เป็นสัญลักษณ์ของความว่าง &amp;quot;ดอกบัว&amp;quot; เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ &amp;quot;อาการบาน&amp;quot; คือการเกิดขึ้นหรือการตรัสรู้ขึ้น &amp;quot;เปลว&amp;quot; คือสัญลักษณ์ของรัศมีแตกออกไปเป็น 3 ยอดซึ่งเล็งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 อย่างในศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออะไรที่มีค่าเท่ากันกับสิ่งทั้งสามนั้นก็ได้     &lt;br /&gt;พร้อมกับระบุว่าวัฒนธรรมการใช้เครื่องหมายตรีรัตนะของพุทธบริษัทนั้นได้มีมาก่อน พ.ศ.300-400 เป็นแน่     &lt;br /&gt;และ ท่านได้สันนิษฐานว่าฮินดูน่าจะเป็นฝ่ายลอกเอาสิ่งนี้ไปใช้ แล้วบัญญัติชื่อใหม่ โดยท่านได้นำมาทำเป็นสัญลักษณ์ปูนปั้น &amp;quot;ตรีรัตนะ&amp;quot; ติดวางไว้เต็มสวนโมกข์ พร้อมกับยังระบุอีกว่าอย่างน้อยที่สุดพุทธบริษัทชาวไทยเรา ควรจะรู้จักเครื่องหมายตรีรัตนะนี้ไม่น้อยกว่าที่ชาวต่างประเทศเขารู้จักกัน    &lt;br /&gt;แม้ ว่าจะไม่ได้เป็นเพียง &amp;quot;&amp;quot;ลูกปัดตุ๊กตา&amp;quot;&amp;quot; หรือ &amp;quot;&amp;quot;Shoulder Beads&amp;quot;&amp;quot; โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะเป็น &amp;quot;&amp;quot;ตรีรัตนะ&amp;quot;&amp;quot; ในพระพุทธศาสนาซึ่งยังหาข้อยุติไม่ได้นั้น ปริศนาก็ตามมาอีกชั้นจากการพบมากที่ &amp;quot;&amp;quot;เขาสามแก้ว&amp;quot;&amp;quot; ซึ่งแปลความได้ตรงกันว่า &amp;quot;&amp;quot;ไตรรัตน์-รัตนตรัย-สามแก้ว หรือแก้วสามประการ&amp;quot;&amp;quot;     &lt;br /&gt;งานนี้ต้องขอทุกท่านช่วยกันแกะรอยถอดรหัสกันต่อนะครับ เผื่อว่าจะพบรอยพระพุทธศาสนาสมัยสุวรรณภูมิเมื่อสองพันปีก่อนที่เมืองไทย เข้าให้แล้ว    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2579212627219934082?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2579212627219934082/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2579212627219934082' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2579212627219934082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2579212627219934082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/1.html' title='ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (1) หรือเพียงแค่&amp;quot;ตุ๊กตา&amp;quot;ของชาวบ้าน'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-834869067081117966</id><published>2009-05-07T23:48:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.622-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>“มหัศจรรย์ลูกปัด สมบัติใต้ผินดิน บอกอะไรเราบ้าง?”</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 10:46:32 น.&amp;#160; มติชนออนไลน์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="116" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754512l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754512l.jpg" width="172" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ‘ลูกปัด’ เม็ดสีหลากรูปทรงที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์มนุษย์ในสุวรรณภูมิ ยุคเก่าก่อน มาจนถึงปัจจุบัน สามารถสะท้อนภาพความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของมนุษย์เอาไว้ได้อย่างสวย งาม    &lt;br /&gt;จากกระแส การตอบรับและการพูดถึงหนังสือ “รอยลูกปัด” ที่ยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มชนคนรักลูกปัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยคุณสมบัติของลูกปัดที่มีสถานะหลากหลายทั้งเครื่องประดับ, โบราณวัตถุ หรือแม้แต่เครื่องรางของขลัง จึงทำให้เรื่องราวของลูกปัดมีมิติที่กว้างให้เราได้รู้จัก ศึกษา เรียนรู้ถึงคุณค่าต่อความสัมพันธ์กับมนุษย์ในยุคประวัติศาสตร์หลากหลายสมัย และเป็นหลักฐานพยานวัตถุของแผ่นดินทางด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เก็บไว้เพื่อประกอบการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้กันต่อไปอย่างไม่รู้จบ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="139" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754473l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754473l.jpg" width="215" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทั้งนี้ สำนักพิมพ์มติชนได้จัดงานเสวนาภาษาคนรักลูกปัดขึ้นในหัวข้อ “มหัศจรรย์ลูกปัด สมบัติใต้ผืนดิน บอกอะไรเราบ้าง” โดย น.พ.บัญชา&amp;#160; พงษ์พานิช ผู้เขียนหนังสือ รอยลูกปัด และดำเนินรายการโดย พิพัฒน์&amp;#160; วิทยาปัญญานนท์&amp;#160;&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หลายคนคงคุ้นภาพคุณหมอบัญชา&amp;#160; พงษ์พานิช ในฐานะลูกศิษย์ท่านพุทธทาส ผู้ขับเคลื่อนในการจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุพุทธทาส&amp;#160; อินทปัญโญ” หรือ “สวนโมกข์กรุงเทพฯ” นักอนุรักษ์ท้องถิ่น นักประวัติศาสตร์โบราณคดีภาคประชาชน และอีกมุมหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนจะค่อยๆ คุ้นเคยมากขึ้นคือ ในฐานะ “คนรักลูกปัด” &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="137" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754498l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754498l.jpg" width="202" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ด้วยความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กระทั่งได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิ ช่วงปลายปี&amp;#160; 2547 ทำให้คุณหมอทราบว่าพี่น้องชาวใต้มีความผูกพันกับลูกปัดเป็นอย่างมาก ทั้งเก็บรักษาและสวมใส่กันอย่างแพร่หลาย จึงได้เข้าไปสอบถามและทราบอีกว่า ลูกปัดเหล่านี้ชาวบ้านนำมาจากในสวน ใต้ถุนบ้าน ลานหน้าบ้าน&amp;#160; หรือแม้แต่ภายในบริเวณบ้านของตนเอง&amp;#160; ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าลูกปัดอยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวใต้มานานหลายสิบปีเลยก็ ว่าได้ โดยคุณหมอเองเริ่มสนใจและศึกษาเรื่องราวของลูกปัดหลังเหตุการณ์สึนามิภาคใต้ จบลงใช้เวลาราว 4 ปีในการศึกษาค้นคว้ารวบรวม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเก็บไว้ประกอบการศึกษา ค้นคว้า ให้คนรุ่นหลังเห็นคุณค่า เก็บรักษาสมบัติล้ำค่าเรียนรู้กันต่อไป &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="150" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754487l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754487l.jpg" width="222" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ไฮไลท์สำคัญของงานนี้เห็นทีจะเป็น การจัดแสดงลูกปัดโบราณของจริง ที่หาชมได้ยาก ซึ่งผู้เข้าฟังเสวนาต่างให้ความสนใจอย่างมาก โดยงานเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นภายหลังที่สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์หนังสือ “รอยลูกปัด” ผลงานระดับสากลโดยฝีมือคนไทย รวบรวมภาพลูกปัดโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวบรรพชนในอดีตผ่านลูกปัดต่างเม็ดสี หลากรูปทรงไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ออกสู่สายตานักอ่านทั่วประเทศไปแล้ว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="243" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754519l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/05/12417544511241754519l.jpg" width="227" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สำหรับลูกปัดเม็ดสำคัญซึ่งอยู่บนหน้าปกหนังสือ “รอยลูกปัด” ที่คุณหมอกล่าวถึงคือ ลูกปัดดอกบวบ ทำมาจากโกเมนสีแดง นักประวัติศาสตร์บอกว่ารูปทรงนี้เป็นรูปทรงของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการผลิตกันอย่างแพร่หลายในเกาะฟิลิปปินส์ และชายฝั่งเวียดนาม อายุประมาณ 2,000 ปี , ลูกปัดแก้วโมเสก ชาวบ้านเรียกว่านกยูงดอกหญ้า ผลิตจากแก้วโมเสก แพร่หลายมากในยุคโรมันตอนปลาย, ลูกปัดอำพันทอง ทำมาจากจากแก้วภายในบรรจุทอง พบที่ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก, &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูกปัดสุริยเทพ&amp;#160; หลายฝ่ายตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจมีการผลิตสุริยเทพที่ภาคใต้ของไทย สังเกตได้จากกระบวนการผลิตยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ประกอบกับข้อมูลจากนักโบราณคดีพบว่าไม่เคยพบลูกปัดสุริยเทพลักษณะนี้ที่ใดมา ก่อน นอกจากที่คลองท่อมเท่านั้น โดยพบประมาณ 40 -50 เม็ด ด้วยลักษณะเป็นแก้วจึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะผลิตที่ อเล็กซานเดรีย บริเวณปากแม่น้ำไนล์ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt; แต่จากการศึกษาที่อเล็กซานเดรีย ไม่พบว่ามีลูกปัดลักษณะเช่นนี้ ล่าสุดคุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัดและแก้วโบราณพบลูกปัดสุริยเทพบริเวณกลางทะเลทรายใน แคว้นซินเจียง ซึ่งเดิมเป็นเส้นทางสายไหม ลูกปัดสุริยเทพจึงเชื่อมโยงจากคลองท่อมไปถึงซินเจียงได้, ลูกปัดรูปร่างคล้ายหัวจระเข้ สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าเป็นหัวมังกร สัตว์ในเทพนิยาย แพร่หลายมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน และเผยแผ่เข้ามาแพร่หลายหลายมากในอินเดียเมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา พบมากที่ อ.ท่าชนะ, ลูกปัดแมงมุม&amp;#160; ส่วนนักโบราณคดีเรียกว่า ตรีรัตนะ หมายถึงสัญลักษณ์แห่งพระรัตนตรัย ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศอินเดียยุคหลังพระเจ้าอโศก พบจำนวนมากที่สถูปศานจี เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เมื่อราว พ.ศ 400-500 ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่าตรีรัตนะคือ สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา มีการใช้อย่างแพร่หลายก่อนมีพระพุทธรูป ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าผู้คนในดินแดนนี้เคยนับถือพระพุทธศาสนา ในภาคใต้พบลูกปัดชนิดนี้ 3 แห่ง คือ เขาสามแก้ว , อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ,ภูเขาทอง และบางกล้วย จ.ระนอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่าใครกันเป็นผู้ค้นพบหรือผลิตลูกปัดขึ้นมา นั้น คุณหมอคาดว่า เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา พ่อค้าอินเดียเดินทางเข้ามายังประเทศไทยและพักที่บริเวณนี้ จึงตั้งโรงงานผลิตที่บริเวณภาคใต้เพื่อส่งลูกปัดไปยังเมืองจีน โดยศูนย์กลางการผลิตลูกปัดมีประมาณ 4 แห่ง คือ ลุ่มแม่น้ำสินธุ ประเทศอินเดีย , ประเทศปากีสถาน , เขตเมโสโปเตเมีย บริเวณลุ่มแม่ไทกริส-ยูเฟรทิส ประเทศอียิปต์ และบริเวณรอบๆทะเลเมดิเตอร์เรเนียน&amp;#160; และจากหลักฐานที่ค้นพบแสดงให้เห็นว่าคาบสมุทรไทยเป็นแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ของโลกมีการค้นพบหรือผลิตลูกปัด &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คุณหมอยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในละครเกาหลีเรามักจะเห็นขุนนางใส่หมวกที่ตกแต่งด้วยลูกปัด เพราะนั่นอาจหมายความถึงลูกปัดคือเครื่องบอกชั้นยศตำแหน่งก็เป็นได้ และขุนนางแต่ละชั้นยศตำแหน่งก็จะตกแต่งด้วยลูกปัดต่างเม็ดสีต่างชนิดกัน ทั้งลูกปัดอเกต ลูกปัดคาร์เนเลียน ลูกปัดอำพันทอง ฯลฯ หรือแม้แต่ในสุสานของกษัตริย์ราชวงศ์ชินลา,แพกเจและโคริโอของเกาหลี ก็พบลูกปัดนับหมื่นเม็ดเช่นกัน และมีลักษณะคล้ายกันมากกับลูกปัดที่พบในประเทศไทย&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอกจากนั้นคุณหมอยังได้เล่าสมมุติฐานที่พบไว้ในหนังสือ “รอยลูกปัด” โดยแบ่งออกเป็น 5 บทสำคัญ ผ่านสำนวนการเล่าเรื่องที่ผสานข้อมูลเชิงวิชาการกับข้อมูลจากการลงพื้นที่ จริง นับได้ว่าเป็นสารคดีเรื่องเยี่ยมที่จะพาผู้อ่านเดินทางร่วมค้นหาและไขปริศนา แห่งลูกปัด คำตอบเล็กๆ ที่ไขความลับสู่สุวรรณภูมิอันยิ่งใหญ่อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-834869067081117966?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/834869067081117966/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=834869067081117966' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/834869067081117966'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/834869067081117966'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/blog-post_07.html' title='“มหัศจรรย์ลูกปัด สมบัติใต้ผินดิน บอกอะไรเราบ้าง?”'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-7925120007502711789</id><published>2009-05-03T01:16:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.854-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุราษฎร์ธานี'/><title type='text'>กบกะเขียด ตัวหนอนกะนกแก้ว ของวงการลูกปัด</title><content type='html'>&lt;p&gt;คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช &lt;a href="mailto:plearnstan@gmail.com"&gt;plearnstan@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun03030552p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ถัดจากนกยูงและม้าทั้งหลาย ที่ทำให้ผมแทบหงายหลังดังตึงคือ &amp;quot; &amp;quot;กบกะเขียด&amp;quot;&amp;quot; ของวงการลูกปัด   &lt;br /&gt;ลูก ปัดแบบนี้ ในตำราสากลเรียกว่า &amp;quot;&amp;quot;Biconal Glass Beads&amp;quot;&amp;quot; หรือถ้าจะแปลก็น่าจะหมายถึง &amp;quot; &amp;quot;ลูกปัดแก้วทรงกรวยประกบกัน&amp;quot; &amp;quot; แล้วชาวบ้านพากันเรียกว่า &amp;quot;กบกะเขียด&amp;quot; ได้อย่างไร    &lt;br /&gt;คำอธิบายที่ผมได้ ก็แสนง่าย &amp;quot;ก็ดูเหมือนแก้วสองชิ้นที่เอามาประกบกัน โดยมีแถบสีขาวคั่นตรงรอยประกบ คนใต้เราเรียกสั้นๆ ว่า (เอามา) &amp;quot;กบกัน&amp;quot; ตอนหลังก็เหลือแต่ &amp;quot;กบ&amp;quot; ต่อมาเมื่อพบมีเม็ดเล็กๆ ด้วย ก็เลยได้ชื่อตาม กบ เม็ดใหญ่ ออกมาเป็น &amp;quot;เขียด&amp;quot; เม็ดเล็ก ก็เท่านั้นเอง&amp;quot; โดยลูกปัดกบกะเขียดนี้มีพบแต่ที่ท่าชนะ คลองท่อม และบางกล้วยเป็นหลัก เฉพาะที่บางกล้วยมีพบเม็ดแตกเป็นจำนวนมาก จนสงสัยว่าอาจจะมีการผลิตที่บางกล้วยด้วย    &lt;br /&gt;ส่วนลูกปัด &amp;quot;&amp;quot;ตัวหนอนกะนกแก้ว&amp;quot; &amp;quot; นั้นผมพบมากที่ไชยา ลูกปัดทั้งสองชนิดนี้แม้ไม่ถึงกับหงายหลังเมื่อแกะรอยออกได้ แต่ก็ต้องยอมรับในจินตนาการอันเหลือเฟือของแวดวงคนรักลูกปัด เพราะตัวหนอนที่ว่านั้นคือ ลูกปัดแก้วสลับสีที่ทำจากการนำแผ่นแก้วมีแถบหลายสีมาม้วนพันเป็นหลอดยาว คล้ายตัวหนอนสีสดทั้งหลาย ในขณะที่นกแก้วนั้นเป็นเพียงลูกปัดแก้วสองสี คือสีเขียวกับเหลือง ซึ่งเป็นสีพื้นฐานของนกแก้วเมืองไทย ไม่ว่าจะมีรูปทรงไหน ถ้าสีเขียวเหลืองเป็นเรียกว่านกแก้ว เท่าที่พบเห็นมีทั้งแบบสองสีต่อประกบกัน และแบบสองสีซ้อนกัน &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun03030552p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แต่ ที่น่าสนใจและอาจใช้เป็นรอยอ้างอิงได้ก็คือ ในสารบบลูกปัดโลกเรียกลูกปัดสีเขียวเหลืองหรือนกแก้วของคนไทยเราว่า &amp;quot;Ptolemic Beads&amp;quot; โดยให้คำอธิบายไว้ว่าคือ ลูกปัดแก้วสมัยโรมันจากอียิปต์อย่างไม่ต้องสงสัย (undeniably Ptolemic or Roman Period Glass Beads) และคุณหมอเจมส์ลงในตาราง Bead Timeline ว่าเป็นลูกปัดในกลุ่มอียิปต์และโรมัน (Egypto-Roman) ระหว่างคริสตวรรษที่ 1-2 พร้อมกับระบุด้วยว่า are strongly associated with Egypt from the 2 nd to 5th centuries หรือ เกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดมากกับอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณคริสตวรรษที่ 2-5 ซึ่งเก่ากว่ายุคสมัยของดินแดนไชยาและเกาะคอเขาที่พบลูกปัดนี้ในเมืองไทย อาจจะเป็นของเก่าเมื่อคริสตวรรษที่ 1-5 ที่เพิ่งเอาเข้ามาในสมัยศรีวิชัย (คริสตวรรษที่ 7-8) ที่การค้าข้ามโลกบนเส้นทางสายไหมทางทะเลกำลังรุ่งเรืองก็เป็นได้ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/05/sun03030552p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ส่วน &amp;quot;ลูกปัดตัวหนอน&amp;quot; ที่พบร่วมกันในดินแดนไชยาและเกาะคอเขานั้น คุณหมอเจมส์ให้ไว้ในระยะเวลาเดียวกันคือ ประมาณคริสตวรรษที่ 2 ในขณะที่ลูกปัดแบบสีซ้อน คือเป็นหลอดแก้วชั้นนอกสีเขียวชั้นในสีเหลือง ที่พากันเรียกว่าลูกปัดนกแก้วด้วยนั้น ผมยังตามหาร่องรอยจากที่อื่นไม่พบ ทั้งนี้ อาจเป็นพัฒนาการอีกขั้นของก้านผักบุ้งที่เคยแกะรอยไว้แล้ว   &lt;br /&gt;ถึง ตอนนี้ขอวกกลับไปที่ &amp;quot;กบกะเขียด&amp;quot; ที่ทำจากแก้วสีขาวดำหรือน้ำตาล แบบเดียวกับลูกปัดม้าต้นตระกูล ซึ่งพบในพื้นที่ที่มีอายุก่อนกว่า โดยคุณหมอเจมส์วางไว้ใน Bead Timeline ที่ประมาณ 200-100 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งน่าจะช่วยเสริมจินตนาการเรื่องม้า กบ เขียด หนอนและนกแก้วของชาวบ้าน ด้วยสมมุติฐานพัฒนาการแก้วจากลูกปัดเลียนแบบหินอเกต (Agate Glass) มาเป็นลูกปัดแก้วหลากสี (Polychrome Glass) เมื่อต้นคริสตกาลหรือประมาณสองพันปีที่แล้วถึงสมัยศรีวิชัย เมื่อพันปีที่แล้วก็อาจจะได้    &lt;br /&gt;ท่านใดพบร่องรอยอื่นใดกรุณาบอกด้วยนะครับ     &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-7925120007502711789?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/7925120007502711789/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=7925120007502711789' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7925120007502711789'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7925120007502711789'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='กบกะเขียด ตัวหนอนกะนกแก้ว ของวงการลูกปัด'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-5865032549469043203</id><published>2009-04-28T08:27:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.855-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ม้าลาย ม้าต้นตระกูลและม้าสี บนสายสร้อยร้อยลูกปัด</title><content type='html'>&lt;p&gt;คอลัมน์ (แกะ)รอยลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/04/sun02260452p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แรกเรียนรู้เรื่องลูกปัดนั้นผมงงมากๆ เมื่อถูกถามไถ่ว่า มีไหมนกยูง เอาไหมม้าลาย ?   &lt;br /&gt;&amp;quot; ลูกปัดนกยูง&amp;quot; ที่ว่าถ้าท่านติดตามการแกะรอยลูกปัดมาแต่ต้นก็คงจะพอนึกออกถึงลูกปัดแก้วที่ มีลายเป็นวง ๆ คล้ายวงบนขนหางนกยูงในทำนองเดียวกับ &amp;quot;ลูกปัดตา&amp;quot; ที่บางพื้นที่ดูเป็น &amp;quot;ลูกยอ&amp;quot;    &lt;br /&gt;แต่ &amp;quot;ม้าลาย&amp;quot; รอบนี้ แรกสุดผมก็นึกไม่ถึงว่าคือลูกปัด จนชาวบ้านชี้ให้ดูลูกปัดทรงยาวรีสีดำ มีลายสีขาวคั่นอยู่สามเส้น ก็เกิดเห็นเป็นทางม้าลายบนถนนขึ้นมาทันที พร้อมกับที่นึกได้ว่าตัวสัตว์ม้าลายนั้นก็มีสีสลับขาวดำอย่างนี้เช่นกัน ชาวบ้านช่างจินตนาการและตั้งชื่อได้เหมาะมาก ไม่ว่าจะที่ไชยา หรือ ตะกั่วป่าที่พบม้าลายได้เรื่อยๆ ตลอดจนทั่วทั้งวงการลูกปัดก็เรียกกันอย่างนี้    &lt;br /&gt;หลังตามรอยลูกปัดอยู่ ระยะหนึ่ง ผมจึงได้รู้จักอีกสองม้าของวงการลูกปัด คือ &amp;quot;ม้าต้นตระกูล&amp;quot; กับ &amp;quot;ม้าสี&amp;quot; โดยม้าต้นตระกูลนั้นนิยมเรียกสั้นๆ ว่า &amp;quot;ต้นตระกูล&amp;quot; ซึ่งได้ความว่าด้วยเนื้อแก้วที่พรุน สีและเส้นไม่ขาวและคมเฉียบอย่างม้าลาย วงการจึงยกให้เป็นบรรพม้า หรือ &amp;quot;ม้าต้นตระกูล&amp;quot; พบได้ที่บางกล้วย ท่าชนะ คลองท่อม อันเป็นแหล่งลูกปัดสมัยเก่ากว่าที่พบม้าลาย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/04/sun02260452p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ใน วงการลูกปัดโลกเรียกลูกปัดแบบนี้ว่า &amp;quot;Agate Glass Beads&amp;quot; หรือ &amp;quot;ลูกปัดแก้วที่ทำให้คล้ายหินอเกต&amp;quot; อันนับเป็นรอยวิวัฒน์ของลูกปัดที่สำคัญ กล่าวคือจากเดิมที่นิยมลูกปัดหินอเกตสีสลับขาวดำหรือน้ำตาล เมื่อรู้จักผลิตลูกปัดแก้วพร้อมกับการพัฒนาเรื่องสีและลวดลาย มนุษย์ก็เริ่มทำลูกปัดแก้วเลียนแบบลวดลายและสีอย่างลูกปัดหิน โดย &amp;quot;ลูกปัดม้าต้นตระกูล&amp;quot; และ &amp;quot;ลูกปัดม้าลาย&amp;quot; นี้ ถือเป็นรอยวิวัฒน์อันสำคัญ ประมาณกันว่าน่าจะเริ่มทำในสมัยกรีกโบราณ (Helenistic) โดยคุณหมอเจมส์วางไว้ใน Bead Timeline ที่ ๒๐๐-๑๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเมื่อเทียบกับอายุโดยประมาณของพื้นที่บางกล้วย ท่าชนะ และ คลองท่อม ที่ประมาณไว้ว่าอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 5-13 ก็น่าจะไล่ๆ กัน   &lt;br /&gt;ส่วน ลูกปัด &amp;quot;ม้าสี&amp;quot; นั้น ผมพบเห็นมากที่ไชยา ส่วนใหญ่เป็นแก้วทรงกระบอกสี่เหลี่ยมสั้นๆ สีน้ำเงินสลับขาว บางครั้งจึงพบสีสลับอื่นๆ เช่น เหลือง แดง เขียว     &lt;br /&gt;เท่าที่สังเกตลูก ปัดม้าสีนั้นน่าจะทำจากท่อนแก้วสลับสีที่ตัดแล้วเจาะรูในขณะที่ยังหลอมอ่อน อยู่ ในขณะที่ลูกปัดม้าลายและม้าต้นตระกูลนั้นน่าจะทำด้วยวิธีม้วนพันแผ่นแก้ว สลับสีรอบแกนโลหะ โดยกลุ่มลูกปัดสลับสีทำนองนี้ยังมีอีกหลายแบบที่ชาวบ้านช่างจินตนาการให้ เป็นได้สารพัด ล้วนแต่อยู่ในวงศ์สัตว์ทั้งนั้น ตั้งแต่ ตัวหนอน กบเขียด จนกระทั่ง นกแก้ว แล้ววันหน้าจะนำมาแกะร่องให้ตามรอยกันต่อไป    &lt;br /&gt;ในขั้น ต้นนี้ เท่าที่ผมตามรอยได้อาจสรุปว่า เมื่อมนุษย์แถวๆ ทะเลเมดิเตอเรเนียนคิดและพัฒนาประดิษฐ์แก้วจนเลียนแบบหินอะเกตได้ ก็เริ่มทำลูกปัด agate glass หรือ ม้าต้นตระกูล ออกมา จนเมื่อพัฒนาการผลิตแก้วดีขึ้น ทั้งเนื้อและสี จึงออกมาเป็น ม้าลาย ที่เนื้อเนียนกว่า สีดีกว่า     &lt;br /&gt;รวมทั้ง ม้าสี ที่มีสีสันสวยงามยิ่งขึ้น โดยบริเวณไชยาและเกาะคอเขาที่พบม้าลายและม้าสีในประเทศไทยนั้น ร่วมสมัยศรีวิชัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-15 ซึ่งสอดคล้องกับบางรายงานว่าม้าสีนี้พบในยุคสมัยโรมัน ไบเซนไทน์ อิสลามิกและตะวันออกกลางอันล่ากว่ายุคสมัยกรีกโบราณนั่นเอง    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-5865032549469043203?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/5865032549469043203/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=5865032549469043203' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5865032549469043203'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5865032549469043203'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/04/blog-post_28.html' title='ม้าลาย ม้าต้นตระกูลและม้าสี บนสายสร้อยร้อยลูกปัด'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-7878403578846681187</id><published>2009-04-21T11:52:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.623-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดบ้านเชียง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควนลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>ไขปริศนา เส้นทาง"ลูกปัด"</title><content type='html'>&lt;p&gt;มนตรี จิรพรพนิต &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" alt="" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/hap01150352p1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ใน ที่สุดก็ได้กลับคืนมาแล้ว &amp;quot;ลูกปัดสุริยเทพ&amp;quot; หรือลูกปัดหน้าคน อายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ของ น.พ.บัญชา พงษ์พานิช นักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น หลังถูกขโมยไปจากงานนิทรรศการ ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ &amp;quot;มิวเซียมสยาม&amp;quot;    &lt;br /&gt;โดยผู้ที่ขโมยไปนำใส่ซองจดหมายจ่าหน้าถึงมิวเซียนสยาม พร้อมทั้งเขียนขอโทษ แม้จะยอมคืนแล้วก็ตาม แต่เป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความได้ ทางตำรวจยืนยันจะหาตัวมือฉกมาดำเนินคดีต่อไป     &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การหายไปของลูกปัด ทำให้ผู้คนในสังคมไม่น้อย รับรู้ถึงความสำคัญของโบราณวัตถุชนิดนี้ ซึ่งเป็นเครื่องประดับ และเครืองรางของขลังของคนสมัยก่อน ย้อนกลับไปได้นับพันปี มีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ การติดต่อค้าขายของผู้คนสมัยนั้น    &lt;br /&gt;โดยเฉพาะในภาคใต้ดังที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ แหล่งค้นพบลูกปัดสุริยเทพ และอีกนานาชนิด ไม่เฉพาะที่คลองท่อมเท่านั้น ยังมีที่บ้านทุ่งตึก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา, อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, ภูเขาทอง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง     &lt;br /&gt;รวมไปถึงในภาคเหนือ พบที่บ้านวังไฮ จ.ลำพูน, ภาคอีสาน ที่บ้านเชียง จ.อุดรธานี, บ้านธารประสาท เนินอุโลก จ.นครราชสีมา    &lt;br /&gt;ภาคกลางที่เมืองซับจำปา บ้านโป่งมะนาว บ้านท่าแค จ.ลพบุรี, บ้านดอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี, เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เมืองจันเสน จ.นครสวรรค์, เมืองดงละคร จ.นครนายก, เมืองศรีมหาโพธิ์ และเมืองศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นต้น    &lt;br /&gt;นายพิสิฐ เจริญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สาขาทัศนศิลป์ ผอ.ศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงภาพรวมของวัฒนธรรมลูกปัดว่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นเครื่องประดับเท่านั้น แต่ใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา แลกเปลี่ยนทองคำที่สมัยนั้นหาได้ง่ายกว่าลูกปัดมาก แลกงาช้าง หรือแม้แต่ทาส &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" alt="" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/hap01150352p2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ดังนั้น สิ่งที่นักเดินทางนำติดตัวไปด้วย คือ ลูกปัดจากยุโรป โดยเฉพาะจากเยอรมัน และไม่สามารถบ่งบอกถึงอายุที่แท้จริงของลูกปัด เพราะเป็นที่นิยมอย่างยาวนานหลายสมัย    &lt;br /&gt;ส่วนลูกปัดมีหน้าเริ่มมีขึ้นประมาณ 2,300-1,700 ปีมาแล้ว ในสมัยกรีกและโรมัน การที่พบลูกปัดเป็นจำนวนมากที่คลองท่อม เพราะเป็นศูนย์กลางทางการค้าสมัยโบราณ ลูกปัดติดตามขบวนคาราวานสินค้าจากยุโรป เข้าสู่เอเชียตะวันตก ผ่านพื้นที่คลองท่อม และข้ามไปเอเชียตะวันออก    &lt;br /&gt;การที่มีลูกปัดจากกรีกและโรมันมาอยู่บริเวณภาคใต้ของไทยจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะค้าขายกับอาณาจักรเหล่านั้นโดยตรง แต่ผ่านต่อมาจากอินเดีย ที่เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ในยุคนั้น ขณะเดียวกัน อินเดียนำลูกปัดจากไทยไปยังประเทศตะวันตกด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครคิดศึกษาว่า มีลูกปัดที่ผลิตในประเทศไทยไปอยู่ยังประเทศต่างๆ มากแค่ไหน     &lt;br /&gt;ยิ่งเมื่อดูจากสภาพภูมิศาสตร์ อินเดียอยู่ตะวันตก จีนอยู่ตะวันออก ไทยจึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า และน่าจะเป็นศูนย์กลางการผลิตลูกปัดแหล่งใหญ่ เพราะไม่เห็นมีหลักฐานในประเทศอื่นที่ชัดเจนเท่าที่ภาคใต้ของไทย    &lt;br /&gt;นางณัฏฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวถึงลูกปัดกับวิถีชีวิตและความเชื่อว่า คนทั่วโลกต่างกลัวธรรมชาติเหมือนกัน จึงพบสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเทพเจ้า โดยเฉพาะลูกปัด ไม่ว่าจะเป็นกรีก อียิปต์ หรือพระเวทย์ในอินเดีย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" alt="" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/03/hap01150352p3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หลายแห่งหินสีหายาก จึงใช้แก้วที่ทำจากทรายมาทำเป็นลูกปัด ดังนั้น ลูกปัดแก้วพบครั้งแรกในสมัยอียิปต์ เปอร์เซีย และดินแดนที่เป็นทะเลทราย และโยงความเชื่อจากธรรมชาติ เช่น พระอาทิตย์ ทำให้เกิดเป็นลูกปัดสุริยเทพ ที่เป็นรูปหน้าคนมีรัศมีกระจายออกรอบด้าน   &lt;br /&gt;ด้าน ร.อ.บุญฤทธิ์ ฉายสุวรรณ จากสำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ร่วมให้ข้อมูลถึงเส้นทางสายลูกปัดว่า ที่ภาคใต้ชายฝั่งอันดามัน มีหลักฐานการติดต่อทางการค้ามากว่า 2,000 ปี ไม่ใช่อยู่เป็นชุมชนโดดเดี่ยว ระบบการค้าของโลกโยงกันทั้งหมด จากยุโรปถึงจีน ทั้งทางบกและทางทะเล เมื่อผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องผ่านแหลมมลายู ทำให้มีหลักฐานทางการค้าต่างๆ ทางฝั่งทะเลอันดามันพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย มีเมืองท่าในจุดต่างๆ    &lt;br /&gt;ดังแหล่งโบราณคดีภูเขาทอง อ.สุขสำราญ อ.คุระบุรี จ.ระนอง จ.พังงา หรือที่ดังมาก คือ ควนลูกปัด อ.คลองท่อม ที่โดดเด่นมากจากลูกปัดหน้าคน พบมากในบริเวณนี้ จนมีคำถามว่า ลูกปัดสุริยเทพมีแหล่งผลิตที่คลองท่อมหรือไม่ แต่จากการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่าในพื้นที่มีเทคนิคในการผลิตลูกปัดชนิดนี้    &lt;br /&gt;น.พ.บัญชา กล่าวว่า ลูกปัดในภาคใต้มีหลากหลายรูปแบบ ลักษณะ วัตถุดิบ ทั้งดิน หิน โลหะ และแก้ว ครอบคลุมแทบทุกรูปแบบของสารบบลูกปัดในโลก จึงนับเป็นฐานการผลิตลูกปัดที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งในโลก    &lt;br /&gt;โดยเฉพาะลูกปัดสุริยเทพ แม้จะมีหลายฝ่ายกังขาว่า มีแหล่งผลิตที่แท้จริงอยู่ที่ไหน แต่วันนี้เริ่มมีคนพูดกันมากขึ้นว่า น่าจะเป็นที่คลองท่อม เพราะพบมากที่สุด ขณะที่ส่วนอื่นในโลกแทบไม่ปรากฏ จึงไม่น่าจะนำเข้ามาจากต่างประเทศตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ    &lt;br /&gt;จากหลักฐานที่พบทำให้ทราบว่า มีอายุอยู่ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14-15 ก่อนยุคประวัติศาสตร์ไทย และมาพร้อมกับความเชื่อจากท้องถิ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพเทพเจ้า     &lt;br /&gt;อีกทั้งยังมีลูกปัดที่เรียกว่า &amp;quot;ตรีรัตนะ&amp;quot; ที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ที่เคยแพร่หลายในหลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ 4-5    &lt;br /&gt;เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่า พุทธศาสนาเข้ามายังสุวรรณภูมิ ก่อนสมัยทวารวดีตามความเชื่อเดิม     &lt;br /&gt;น.พ.บัญชายืนยันว่า การที่สะสมลูกปัด ไม่ได้เป็นนักล่าสมบัติ แต่คิดว่าลูกปัดที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย น่าจะเกินกำลังของใครก็ตามที่จะรวบรวมเพียงลำพัง ทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บรักษา ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน หรือในรูปแบบอื่น จึงเริ่มเข้ามาเก็บรวบรวม เพื่อเป็นสมบัติของชาติ และเพื่อการศึกษาของผู้ที่สนใจ    &lt;br /&gt;ยิ่งเมื่อไปพบพูดคุยกับนักประวัติศาสตร์ ทั้งไทยและต่างชาติ ต่างระบุว่าควรรวบรวมไว้เป็นหนังสือ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา และขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมงาน    &lt;br /&gt;แต่บังเอิญมีเหตุลูกปัดสุริยเทพหายไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นการโปรโมตหนังสือที่กำลังจะออกมา แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ประดังเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น    &lt;br /&gt;ก่อนย้ำว่า อยากให้ทุกคนหันมาสนใจในเรื่องคุณค่าของลูกปัดในด้านประวัติศาสตร์ มากกว่าใส่ใจแต่เรื่องมูลค่า     &lt;br /&gt;----------    &lt;br /&gt;&lt;img alt="" src="http://www.matichon.co.th/khaosod/images/ks.gif" border="0" /&gt;    &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEUxTURNMU1nPT0=&amp;amp;sectionid=TURNeE53PT0=&amp;amp;day=TWpBd09TMHdNeTB4TlE9PQ"&gt;http://www.matichon.co.th/khaosod/vi...MHdNeTB4TlE9PQ&lt;/a&gt;==&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-7878403578846681187?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/7878403578846681187/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=7878403578846681187' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7878403578846681187'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/7878403578846681187'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/04/blog-post_6184.html' title='ไขปริศนา เส้นทาง&amp;quot;ลูกปัด&amp;quot;'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-6425767018429191095</id><published>2009-04-21T11:49:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.624-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดอินโด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควนลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>สัมผัสเสน่ห์ "รอยลูกปัด" กลางลาน "มิวเซียมสยาม" ร้อนๆ จากค่าย "มติชน"</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11329 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01170352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูกปัดมงคล&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ปีนี้ต้องยอมรับว่ากระแสของลูกปัดมาแรงมากๆ    &lt;br /&gt;ยิ่ง เกิดข่าวลูกปัด &amp;quot;สุริยเทพ&amp;quot; ที่จัดแสดงอยู่ภายในสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือมิวเซียมสยาม ถูกคนร้ายลักพาไปเป็นข่าวคราวอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เกือบตลอดสัปดาห์ ที่ผ่านมา ยิ่งจุดกระแสให้ลูกปัดฮ็อตฮิตเข้าไปอีก    &lt;br /&gt;ที่สุดคนร้ายทนไม่ไหว ส่งลูกปัดใส่ซองจดหมาย จ่าหน้าถึง มิวเซียมสยาม โดยแนบจดหมายน้อยว่า &amp;quot;คืนให้ก็แล้วกันนะ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย&amp;quot;    &lt;br /&gt;นอก จากจะได้ลูกปัดสุริยเทพคืนแล้ว สิ่งที่ได้คือ ทำให้คนไทยรู้จักลูกปัดมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้จักว่า ลูกปัด &amp;quot;สุริยเทพ&amp;quot; หน้าตาเป็นอย่างไร    &lt;br /&gt;ที่สำคัญคือเป็นการจุดประกายให้หลายๆ องค์กรเข้ามาให้ความสนใจ เช่น เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับลูกปัดและลูกปัดสุริยเทพ เท่ากับเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กว้างขวางออกไป ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุนให้มีการเก็บข้อมูลทำเป็นรายงานอย่าง เป็นกิจจะลักษณะ รวมทั้งมีการจัดงานสัมมนาใหญ่เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม โดยเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาให้ความรู้เกี่ยวกับลูกปัดเป็น ครั้งแรก    &lt;br /&gt;จะว่าไปในเมืองไทยค้นพบแหล่งลูกปัดเป็นจำนวนมากมานานนัก แล้ว โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่พบลูกปัดอยู่สองชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี ทางฝั่งตะวันออก ไปจนถึงระนอง พังงา กระบี่ ทางฝั่งตะวันตก     &lt;br /&gt;มี มากขนาดที่ไม่ต้องไปขุดไปค้นเพราะมีให้พบเห็นตามหาดทรายริมทะเล หรือริมฝั่งคลอง โดยเฉพาะหลังฝนตกจะเห็นลูกปัดอยู่เต็มไปหมด เอามาเล่นทอยกองกันด้วยซ้ำไป     &lt;br /&gt;เชื่อว่ากันเป็นสมบัติที่ตกหล่นจาก เรือสินค้าที่อัปปาง หรือฝังไว้เพราะไม่ทันไปร่วมสร้างพระธาตุที่เมืองนครเนื่องจากพบลูกปัดตาม แหล่งริมฝั่งทะเลรายรอบพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ทั้งที่ไม่พบร่องรอยชุมชนบ้านเมืองหรือหลุมฝังศพแต่อย่างใด     &lt;br /&gt;มาใน ช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมาเมื่อมีคนนอกชุมชนเข้ามาขอซื้อ ชาวบ้านจึงเริ่มไปเก็บไปหาร้อยกันเป็นพวงเตรียมไว้ขาย รวมทั้งมีสร้อยลูกปัดเม็ดโตๆ สีสันลวดลายสวยงามสวมใส่บนคอราวกับเป็นเครื่องประดับธรรมดาๆ     &lt;br /&gt;เฉพาะที่ &amp;quot;ควนลูกปัด&amp;quot; อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นที่รู้กันว่าที่นี่เป็นแหล่งลูกปัดใหญ่กันมาไม่น้อยกว่า 40 ปี     &lt;br /&gt;&amp;quot; สุจิตต์ วงษ์เทศ&amp;quot; ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี บอกว่า ลูกปัดยุคแรกเริ่มเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็น &amp;quot;เครื่องราง&amp;quot; โดยร้อยเป็นพวงแล้วผูกมัดหรือคล้องตามร่างกายของคน เมื่อเคลื่อนไหวจะเกิดเสียงกระทบกันตลอดเวลา &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01170352p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;บัญชา พงษ์พานิช - ลูกปัดทองคำ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เชื่อ ว่ามีอำนาจป้องกันผีร้ายมิให้มาทำร้ายคนคนนั้น ต่อมาจึงค่อยๆ พัฒนารูปแบบขึ้น โดยเป็นทั้งเครื่องรางและเครื่องประดับแสดงฐานะทางสังคม บางแห่งใช้แทนเงินตราในการซื้อขายแลกเปลี่ยน   &lt;br /&gt;สุจิตต์อธิบายว่า ประเทศไทยอยู่กึ่งกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ มีมหาสมุทรขนาบทั้งสองด้าน ทางตะวันออกในยุคโบราณมีฮั่น (จีน) เป็นศูนย์กลาง ส่วนตะวันตกมีตั้งแต่อินเดีย ลังกา ลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส, เปอร์เซีย เมืองอเล็กซานเดรีย ต่อเนื่องถึงกรีกและโรมัน    &lt;br /&gt;ความที่ช่องแคบมะละกา นั้นคลื่นลมแรง และมีโจรสลัดชุกชุม ทำให้โลกตะวันตกกับโลกตะวันออกเมื่อต้องการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากัน โลกตะวันตกจะจอดเรือทางฝั่งมหาสมุทรอินเดียแล้วขนส่งของข้ามคาบสมุทรไปแลก เปลี่ยนกัน แล้วลงเรือทางอ่าวไทย ทะเลจีน มหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนโลกตะวันออกขนสินค้าข้ามคาบสมุทรจากอ่าวไทยไปทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย     &lt;br /&gt;บริเวณคาบสมุทรเหล่านี้จึงมีสิ่งของเครื่องรางจาก โลกตะวันตก เช่น ลูกปัดตกค้างอยู่ในดิน ดังที่พบในพื้นที่ อำเภอคลองท่อม บริเวณเขาสามแก้ว ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร แล้วยังพบที่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี     &lt;br /&gt;ทางด้าน &amp;quot;นพ.บัญชา พงษ์พานิช&amp;quot; กรรมการและเลขานุการสุธีรัตนามูลนิธิ เล่าถึงที่มาของความสนใจศึกษาเรื่องลูกปัดทางภาคใต้ว่ามาจากการได้พบจี้หิน สีเขียวจารึกอักขระพราหมี กับลูกปัดเต่าตัวน้อยที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เมื่อปี พ.ศ.2548 ทำให้ตกลงใจว่าจะต้องเก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองเหล่านี้ ไว้ให้สังคมได้รับรู้ หลังจากนั้นจึงตั้นต้นรวบรวมสิ่งละอันพันละน้อยอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 4 ปี    &lt;br /&gt;&amp;quot; ลูกปัดแก้วโมเสคที่พบที่ภาคใต้ทั้งหมด มีรุ่นไบแซนไทน์ หรือรุ่นอิสลามมิค หรือมิดเดิ้ลอีสต์ อายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-15 และยังมีลูกปัดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-12 เป็นแก้วโมเสครุ่นเก่า พบที่บางกล้วย (ระนอง) คลองท่อม (กระบี่) ท่าชนะ (สุราษฎร์ธานี) เขาสามแก้ว (ชุมพร)&amp;quot;    &lt;br /&gt;หมอบัญชาบอกว่า การเรียกชื่อลูกปัดจะเป็นไปตามจินตนาการของชาวบ้าน เช่น ลายลูกยอ หรือ นกยูง (เพราะเหมือนหางนกยูง) ลายธงชาติ หรือ ตารางหมากรุก ลายตุ๊กแก หรือ กากบาท ลายแสงอาทิตย์ หรือ ดอกไม้ ลายตาปลาหมึก ตาปลาวาฬ ตาตะกร้อ ดาวล้อมเดือน ใบพัด งูเหลือม ลูกหวาย หรืออย่าง ลายสมเสร็จ ชาวบ้านบอกว่าที่เรียกเช่นนี้เพราะมันมีทุกสีผสมกันเสร็จ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01170352p3.jpg" align="bottom" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;1.ลูกบอลธงชาติ 2.อิฐไส้ดำ 3.ลูกยอไชยาและตาตะกั่วป่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แล้ว ยังมี ลายกบ หมายถึงเอาสองอันมาประกบกัน ถ้าเจอตัวเล็กกว่าจะเรียกว่า เขียด ลายม้าลาย แต่ถ้าเป็นม้าลายเก่าๆ จะเรียก &amp;quot;ม้าต้นตระกูล&amp;quot; ปัจจุบันเรียกว่า ลาย &amp;quot;ต้นตระกูล&amp;quot; แต่ภาษาวงการลูกปัดเรียกว่า &amp;quot;อาเกต แกล๊ซ&amp;quot; คือเอาแก้วมาทำเป็นลายเหมือนกับหินอาเกต ถ้าเป็นสีจะเรียก &amp;quot;ม้าสี&amp;quot; หรืออย่างลูกปัดสีเขียว-เหลือง เป็นแก้ว 2 สี ชาวบ้านเรียกว่า &amp;quot;นกแก้ว&amp;quot;   &lt;br /&gt;นอก จากนี้ยังมี ลูกปัดอินโดแปซิฟิก บีด ที่บางคนเรียกว่า &amp;quot;ลูกลม&amp;quot; ลูกปัดชนิดนี้ในเมืองนอกเรียกว่า &amp;quot;เทรด วินด์ บีด&amp;quot; (Trade wind Bead) เชื่อว่าผลิตในอินเดีย แล้วใส่มากับเรือสินค้ามาขายที่แอฟริกา ซึ่งนักลูกปัดในเมืองไทยแรกๆ ก็เรียกว่า &amp;quot;ลูกปัดลมสินค้า&amp;quot; ไปๆ มาๆ ก็เรียกว่า &amp;quot;ลูกลม&amp;quot; ทุกวันนี้อาจจะมีชื่อเรียกในวงการลูกปัดว่า ลูกปัด &amp;quot;ทวารวดี&amp;quot; เพราะพบในแหล่งโบราณคดียุคทวารวดี     &lt;br /&gt;แต่นักโบราณคดียุค หลังเสนอให้ใช้ชื่อว่า &amp;quot;อินโดแปซิฟิก บีด&amp;quot; เพราะพบแพร่หลายในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงเกาหลี โดยเฉพาะในสุสานราชวงศ์ซิลลา หลุ่มหนึ่งพบเป็นแสนเม็ด ฉะนั้นลูกปัดนี้แพร่หลายมาก เดิมเข้าใจว่าผลิตในอินเดีย แต่เพิ่งพบหลักฐานว่ามีผลิตในเมืองไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งภาคใต้อาจจะเป็นแหล่งผลิตใหญ่แหล่งหนึ่ง    &lt;br /&gt;ฯลฯ     &lt;br /&gt;เอาเป็นว่า ใครที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับลูกปัดเหล่านี้มีให้ศึกษาเรียนรู้พร้อมของ จริง ที่พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม ซึ่งนอกจากจะมีลูกปัดสุริยเทพแล้ว ยังมีลูกปัดน่าสนใจอีกเพียบ ยกตัวอย่างเช่น     &lt;br /&gt;&amp;quot;ตะกั่วป่า อาย บีด&amp;quot; หรือ ลูกยอไชยา เป็นลูกปัดตาพบที่ตะกั่วป่าเป็นครั้งแรก และพบจำนวนมาก รู้จักกันอย่างกว้างขวางในแวดวงลูกปัดระดับโลก ถึงขนาดตั้งชื่ออย่างเป็นเอกลักษณ์ว่า Takuapa Eye Bead ลูกปัดชนิดนี้ขึ้นชื่อลือเลื่องในฐานะตาวิเศษ ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้กับผู้ห้อยแขวน    &lt;br /&gt;&amp;quot;ลูกบอลธงชาติ&amp;quot; ด้วยลวดลายที่เป็นแถบสีไตรรงค์ 5 แถบ ใครๆ จึงลงมติเรียกเช่นนี้ ลูกปัดแก้วหลอมแล้วประดับรอบผิวนอกเป็นลายแถบสีอย่างนี้พบเห็นเป็นจำนวนมาก ที่แหลมโพธิ์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และทุ่งตึก-เหมืองทอง บนเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา     &lt;br /&gt;&amp;quot;อิฐไส้ดำ&amp;quot; พบมากที่แหล่งท่าเรือนางย่อน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา กับแหล่งเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีทั้งที่เป็นหลอดใหญ่และหลอดเล็ก โดยสีของไส้นั้นมีทั้งสีดำ สีน้ำตาลแดง และสีแดงเข้ม ลูกปัดชนิดนี้เป็นที่คลั่งไคล้ในวงการนักการเมือง นักเลง เชื่อว่าเป็น &amp;quot;มหาอุดหยุดปืนได้&amp;quot;     &lt;br /&gt;&amp;quot;ลูกปัดทุ่น&amp;quot; หรือ &amp;quot;ข้าวต้มมัด&amp;quot; หนึ่งในทรงยอดนิยมมาแต่ดึกดำบรรพ์ เชื่อกันว่าที่พบแพร่หลายในทุกพื้นที่เอเชียอาคเนย์ รวมทั้งภาคใต้ของไทย น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียใต้ ในเมืองไทยมีการสำรวจพบลูกปัดทุ่น ทั้งทุ่นกลม ทุ่นยาว ทุ่นตัดเหลี่ยม ทุ่นหิน ทุ่นแก้ว ทุ่นเงิน ทุ่นสำริด ทุ่นดีบุก ทุ่งแก้วโมเสค กระทั่งทุ่นทองคำ     &lt;br /&gt;&amp;quot;ลูกปัดมงคล&amp;quot; เป็นสัญลักษณ์แห่งมงคล ในฐานะเป็นเครื่องปกป้องคุ้มครอง ซึ่งพบในรูปทรงธรรมชาติ เป็นพืชพันธุ์ สัตว์ต่างๆ ทรงสัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมาย รูปเคารพ ศาสนา ศรัทธา ความเชื่อ และทรงตราประทับ อักขระ หัวแหวน และตาวิเศษ    &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ความที่เป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะทำอย่างจริงจัง หมอบัญชาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้รู้มากมาย ลงพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้เกือบทุกจุดที่เป็นแหล่งผลิตลูกปัด     &lt;br /&gt;รวม ทั้งได้มีโอกาสพบกับนักวิชาการดังๆ จากทั่วโลกระหว่างไปร่วมเสวนาวิชาการเกี่ยวกับลูกปัดที่ประเทศสิงคโปร์ อาทิ ดร.เอียน โกลเวอร์ ปรมาจารย์ด้านเอเชียอาคเนย์ศึกษาแห่งสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอน ดร.เบเรนิช เบลลิน่า ไพรซ์ นักวิจัยแห่งศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ฝรั่งเศส นายแพทย์เจมส์ แลงค์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัดและแก้วโบราณ นักวิชาการทุกท่านต่างพูดตรงกันว่าหลักฐานมีมากเหลือเกิน ขอให้รีบทำฐานข้อมูลหรือพิมพ์หนังสือออกมาเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้าสืบไป     &lt;br /&gt;เป็นที่มาของหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด : Beyond Beads&amp;quot; สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ด้วยเห็นความสำคัญของ &amp;quot;ลูกปัด&amp;quot; ในฐานะของหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีชนิดหนึ่งที่บอกเล่าถึงความ สัมพันธ์ระหว่างชุมชน ระหว่างพื้นที่ บนเส้นทางการค้าโลก ขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาเรียนรู้ และเพื่อต่อยอดการศึกษาเกี่ยวกับลูกปัดในภายภาคหน้า    &lt;br /&gt;พบกับเรื่องราว ของลูกปัดแบบเต็มอิ่มในวันพุธที่ 18 มีนาคมนี้ ที่ลานกลางแจ้ง &amp;quot;มิวเซียมสยาม&amp;quot; เวลาแดดร่มลมตก บ่าย 4 โมงครึ่ง หมอบัญชามาเล่าถึงประสบการณ์การตามรอยลูกปัด กับปริศนาน่าฉงน    &lt;br /&gt;&lt;b&gt;ก่อนจะพาไปท่องโลกของลูกปัด...ให้ตาลายกันไปข้างหนึ่ง&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-6425767018429191095?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/6425767018429191095/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=6425767018429191095' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6425767018429191095'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/6425767018429191095'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/04/blog-post_21.html' title='สัมผัสเสน่ห์ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; กลางลาน &amp;quot;มิวเซียมสยาม&amp;quot; ร้อนๆ จากค่าย &amp;quot;มติชน&amp;quot;'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2925158271018673999</id><published>2009-04-19T22:32:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.624-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>ก้านผักบุ้ง เขียวสวยสะดุดตาที่ภูเขาทอง</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11362 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;คอลัมน์ (แกะ)รอยลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/04/sun04190452p1.jpg" border="1" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดชนิดนี้ฟังชื่อก็อาจพอจินตนาการได้ว่าน่าจะเป็นหลอดยาวสีเขียวคล้ายก้าน ผักบุ้งที่เที่ยวทอดยอดอยู่ตามทุ่งหรือในน้ำ หรือไม่ก็ในกะละมังก่อนกินกับน้ำพริก ก่อนผัดเต้าเจี้ยวไฟแดง แต่เมื่อได้เห็นหลายคน กลับให้ค่ามากกว่าผักบุ้งธรรมดา    &lt;br /&gt;ด้วยรูปทรง ที่เป็นหลอดกลมยาวกำลังดี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีเขียวแก่แต่สด เมื่อนำมาร้อยคั่นด้วยลูกปัดอื่นที่พบปะปนกัน ไม่ว่าจะเป็นคาร์นีเลียนสีส้ม หรืออินโดแปซิฟิกสีต่างๆ รวมทั้งอำพันทองสีทอง จะให้สีตัดกันจนโดดเด่นมาก     &lt;br /&gt;แรกสุดนั้นผมพบเห็น &amp;quot;ก้านผักบุ้ง&amp;quot; ที่ภูเขาทอง อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ต่อมามีพบเช่นกันที่ท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และบางกล้วย อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง แต่มักมีสีอื่นซึ่งถูกเรียกตามว่าเป็นก้านผักบุ้งไปด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/04/sun04190452p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ยก เว้นสีเหลืองอิฐที่ชาวบ้านไม่จัดเข้าพวกก้านผักบุ้ง แต่ไพล่ไปเรียกตามสีว่าอิฐ หรือก้านอิฐ หรือมันปู เนื่องจากมีอิฐไส้ดำเป็นตัวนำสำคัญ แต่ที่เป็นหลอดขนาดใหญ่นั้นยังกลับมาเรียกเป็นก้านในชื่อว่าก้านไม้ไผ่    &lt;br /&gt;ใน สารบบลูกปัดโลกเท่าที่ติดตามแกะรอย ลูกปัดทรงแบบนี้ สีเขียวคล้ายเช่นนี้มีมากที่สุดในกลุ่ม &amp;quot;ลูกปัดมัมมี่&amp;quot; ในอียิปต์โบราณซึ่งทำจากแก้วน้ำเคลือบ (Faience) สีเขียวออกฟ้า มีทั้งที่เป็นหลอดยาวขนาดเดียวกับ &amp;quot;ก้านผักบุ้ง&amp;quot; ที่ภาคใต้ และที่เป็นเม็ดท่อนสั้นๆ จนทำให้จินตนาการต่อไปว่า เป็นไปได้ไหมที่จะมีความสืบเนื่องสัมพันธ์กัน     &lt;br /&gt;ประกอบกับในพื้นที่ เหล่านี้โดยเฉพาะที่ท่าชนะ ก็มีการพบลูกปัดแก้วน้ำเคลือบเป็นจำนวนมากด้วย โดยมีอีกปริศนาที่ยังไขไม่ออกคือ ทำไมที่ภาคใต้ของไทยเราจึงไม่พบที่เป็นเม็ดท่อนสั้นๆ เลย     &lt;br /&gt;หรือว่าที่นี่เริ่มมีการทำเม็ดกลมอย่างลูกปัดแก้วอินโดแปซิฟิกแล้ว จึงไม่มีการทำลูกปัดหลอดแก้วเป็นท่อนสั้นๆ     &lt;br /&gt;แต่ ก็เกิดอีกปริศนาให้ตามรอยต่อว่า แล้วทำไมไม่มีการทำลูกปัดแก้วอินโดแปซิฟิกสีเขียวแก่สดอย่างที่นำไปทำก้าน ผักบุ้งบ้างเลย เพราะในบริเวณเหล่านี้มีการพบลูกปัดแก้วอินโดแปซิฟิกเป็นจำนวนมาก หลากหลายสี มีหลักฐานว่าน่าจะมีการทำลูกปัดแก้วอินโดแฟซิฟิกที่นี่     &lt;br /&gt;แต่ทำไมไม่พบลูกปัดแก้วอินโดแปซิฟิกสีเขียวแก่สดอย่างนี้บ้างเลย มีแต่สีน้ำเงิน ฟ้า เหลือง ที่เป็นสีเขียวก็เป็นสีเขียวอื่นทั้งนั้น     &lt;br /&gt;ที่ สำคัญ การทำลูกปัดหลอดแก้ว &amp;quot;ก้านผักบุ้ง&amp;quot; กับ &amp;quot;อินโดแปซิฟิก&amp;quot; นี้ล้วนมีกรรมวิธีที่คล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือดึงเป็นหลอดแก้วยาวแล้วตัดตามขนาดความยาวที่ต้องการก่อนจะทำการลบ เหลี่ยมคมตรงรอยตัดเท่านั้นเอง     &lt;br /&gt;หนทางแกะรอยลูกปัด &amp;quot;ก้านผักบุ้ง&amp;quot; ต่อไปนั้น น่าจะเหลือเพียงการรอคอยการค้นพบหลักฐานอื่นทั้งที่ภาคใต้และในโลกลูกปัด     &lt;br /&gt;หรือ ไม่ก็ด้วยการตรวจวิเคราะห์เนื้อแก้วเพื่อหาองค์ประกอบเปรียบเทียบกับแก้วและ ลูกปัดต่างๆ ซึ่งปลายเดือนเมษายนนี้ ผมและคณะจากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จะได้มีโอกาสไปศึกษากับคุณหมอเจมส์ แลงก์ตัน ที่ห้องปฏิบัติการในประเทศเกาหลี     &lt;br /&gt;ได้ผลประการใดจะนำมาบอกใน &amp;quot;แกะรอยลูกปัด&amp;quot; นี้ครับ&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2925158271018673999?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2925158271018673999/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2925158271018673999' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2925158271018673999'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2925158271018673999'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/04/blog-post_19.html' title='ก้านผักบุ้ง เขียวสวยสะดุดตาที่ภูเขาทอง'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-1852012892766320753</id><published>2009-04-05T00:16:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:18:27.908-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>อำพันทอง ที่ไม่ใช่ทั้งอำพันและทอง</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11348 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ (แกะ) รอยลูกปัด    &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/04/sun04050452p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดสีทองวาวแววเหมือนทองคำแต่มีเนื้อเป็นแก้วแล้วได้ชื่ออย่างยางไม้ว่า &amp;quot;อำพัน&amp;quot; แบบนี้ถือว่าเป็นปริศนาที่ยังแกะรอยได้ไม่หมด ไม่ว่าจะทำขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? โดยใคร? ทำได้อย่างไร? ทำไมจึงมามีตกหล่นอยู่มากมายในภาคใต้ของไทย? และทำไมไทยเราจึงเรียกว่าอำพันทอง?   &lt;br /&gt;ในเอกสารงานค้นคว้าเรื่องลูกปัด เล่มงามที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดของ Lois Sherr Dubin ในชื่อ The History of Beads from 30,000 BC. to the Present สรุปไว้ว่า ลูกปัดชนิดนี้ทำขึ้นจากหลอดหรือท่อนแก้วที่ภายในบุไว้ด้วยชั้นของแผ่นทอง บางๆ ประมาณทองคำเปลว (Gold Foil) แล้วมีชั้นแก้วประกบไว้อีกชั้นจนทำให้บางคนเรียกว่าแก้วแซนด์วิช (Sandwich Glass) เริ่มพบตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณตอนปลายและโรมันตอนต้นโดยยังเป็นที่ถกเถียง และค้นคว้าว่าทำได้อย่างไร นอกจากที่คาดเอาว่าน่าจะทำขณะที่หลอดแก้วกำลังร้อนในการควั่นระหว่างเม็ดลูก ปัด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดกลม เป็นเม็ดแถว และเม็ดทุ่นแบน.    &lt;br /&gt;Lois Sherr Dubin สรุปไว้ว่า น่าจะเริ่มด้วยการดึงเป็นหลอดแก้วโดยยังไม่ทราบว่าทำให้มีเหมือนแผ่น ทองเคลือบอยู่ได้อย่างไร เช่นเดียวกับวิธีการควั่นให้เป็นข้อระหว่างเม็ดที่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจาก การกลิ้งหลอดแก้วที่ยังไม่ทันแข็งบนวัตถุที่แข็งจนเป็นรอยควั่น หรือใช้เครื่องมือรัดควั่น    &lt;br /&gt;ในหนังสือ A BEAD TIMELINE Volume 1: Prehistory to 1200 CE ของ คุณหมอ James W. Lankton ระบุว่า ลูกปัด Gold-Glass หรือ Gold in Glass นี้ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ของวงการแก้วเมื่อสมัยกรีกโบราณ (Hellenistic) ตั้งแต่ 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาล ก่อนที่จะขยายอย่างมากเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1-3 ซึ่งมีหลักฐานว่าอาจมีการผลิตที่นครอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ปัจจุบัน กรุงคอนสแตนติโนเปิล ประเทศตุรกีปัจจุบัน และที่เมืองเปชาวาร์ ประเทศปากีสถานปัจจุบัน โดยพบแพร่หลายทั่วไปในพื้นที่ทวีปยุโรปปัจจุบัน ทั้งประเทศโปแลนด์ อังกฤษ เดนมาร์ก จนกระทั่งในพื้นที่ตะวันออกกลาง อ่าวเปอร์เซีย จนกระทั่งอินเดียและศรีลังกาในเครือข่ายอิทธิพลการค้าทางเรือโบราณ    &lt;br /&gt;Peter Francis, Jr. เขียนในหนังสือ Asia&amp;quot;s Maritime Bead Trade 300 BC. to the Present ว่าลูกปัดชนิดนี้มีชื่อเรียกหลากหลาย นอกจาก Gold Glass, Gold in Glass แล้วยังมีชื่อเรียกว่า Gilt Glass, Goldfolium,Gold Foil และ Sandwich Gold Glass ทำจากหลอดแก้วสองหลอดที่ซ้อนกันโดยหลอดชั้นในนั้นมีแผ่นทองเคลือบไว้ก่อนที่ จะควั่นข้อเป็นเม็ดหรือรูปร่างตามที่ต้องการ ทำให้เห็นเป็นเม็ดลูกปัดสีทองสุกใสมีแก้วเคลือบไว้ คาดคะเนว่าน่าจะเริ่มผลิตตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณแล้วแพร่หลายไปยังดินแดน ตะวันออกกลางโดยมีบางรายงานเชื่อว่ามีการผลิตที่อินเดียตั้งแต่สมัยราชวงศ์ โมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช    &lt;br /&gt;ปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ ยังระบุอีกว่า ในดินแดนเอเชียอาคเนย์จนถึงตะวันออกไกลก็มีพบลูกปัด &amp;quot;อำพันทอง&amp;quot; นี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ ออกแอว ในเวียดนามตอนใต้ ที่สุสานสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก และสุสานแห่งราชวงศ์แพ็กเจ และซิลลา ในประเทศเกาหลี ที่กัวลา เซเลนซิง ในประเทศมาเลเซีย และที่บ้านท่าเก่าใกล้ลพบุรี ประเทศไทย    &lt;br /&gt;ปีเตอร์ ฟรานซิส เขียนไว้ว่าในยุคต้นอิสลาม ลูกปัดนี้เป็นที่นิยมมากในอินเดีย ศรีลังกา และเอเชียอาคเนย์โดยเฉพาะในดินแดนที่เชื่อว่าเป็นแหล่งโบราณคดีศรีวิชัย รวมทั้งในประเทศไทยที่แหลมโพธิ์ ไชยา และตะกั่วป่า ซึ่งเชื่อว่าลูกปัดนี้มีราคาและเป็นที่ต้องการมากด้วยมีลักษณะเหมือนทองคำ และที่สำคัญให้สีอย่างอำพัน &amp;quot;Amber-colored Glass&amp;quot; พร้อมกับเปิดอีกปริศนาให้ตามแกะรอยว่ายังพบ False Gold Glass Beads หรือลูกปัดอำพันทองเทียมทั้งที่ตะวันออกกลาง และภาคใต้ประเทศไทยโดยเฉพาะที่ไชยาและตะกั่วป่าเป็นจำนวนมาก     &lt;br /&gt;ขอ ตั้งประเด็นให้ตามแกะรอยในตอนต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น &amp;quot;ลูกปัดอำพันทอง ที่ไม่ใช่ทั้งทองและอำพัน&amp;quot; แล้วยังมีการทำ &amp;quot;อำพันทองเทียม&amp;quot; มาแต่โบราณกาลนั้น คืออะไรแน่ แต่ถ้าท่านรอไม่ไหว จะรีบไปหาอ่านในหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; ที่อาจมีเฉลยไว้บ้างพลางๆ ก่อนแล้วลองบอกไปยังอีเมล์ข้างล่างอาจมีรางวัลก็ได้.    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-1852012892766320753?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/1852012892766320753/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=1852012892766320753' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/1852012892766320753'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/1852012892766320753'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='อำพันทอง ที่ไม่ใช่ทั้งอำพันและทอง'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-5599010655340931173</id><published>2009-03-28T12:05:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.625-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>ตาตะกั่วป่า ตาวิเศษรอบตัวที่โด่งดังไปทั่วโลก(ลูกปัด)</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11334 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ (แกะ)รอยลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/sun04220352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดเม็ดกลมสีน้ำเงินมีลายเป็นวงๆ สีขาวโดยรอบแบบนี้ แรกพบผู้คนที่ปักษ์ใต้ให้ชื่อว่า &amp;quot;ลูกยอ&amp;quot; เพราะรูปทรงและลวดลายเข้าข่าย โดยเฉพาะที่มีลูกรีๆ ยาวๆ ไม่กลมดิก ดูคล้ายลูกยอมาก แล้วไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ตั้งแต่เมื่อไรและโดยใครมาให้ชื่อใหม่ว่า &amp;quot;ตาวิเศษ&amp;quot; ที่โด่งดังไปทั่วทั้งโลก   &lt;br /&gt;ลูกปัดลักษณะนี้ในแวดวงการศึกษา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และลูกปัดวิทยาโลก สันนิษฐานจากหลักฐานการค้นพบว่าน่าจะเริ่มผลิตกันในอียิปต์ โรมันหรือดินแดนรอบทะเลเมดิเตอเรเนียนและตะวันออกกลางโบราณที่เชื่อว่าเป็น แหล่งแรกเริ่มผลิตแก้ว แล้วให้ชื่อว่า &amp;quot;ลูกปัดตา-Eye Bead และ Stratified Eye Bead&amp;quot; ถ้าเป็นตาชั้นเดียว หรือเป็นตาซ้อนกันหลายชั้น จนกระทั่ง &amp;quot;Horn Eye Bead&amp;quot; ที่เป็นตาโปนยื่นถลนออกมาอย่างกับตาปู &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/sun04220352p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ใน เมืองไทย มีพบมากที่แหล่งทุ่งตึก-เหมืองทอง บนเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และแหล่งแหลมโพธิ์-ป่ายาง อำเภอไชยา สุราษฎร์ธานี โดยหลังจากได้ชื่อใหม่ตามอย่างต่างชาติว่า &amp;quot;ลูกปัดตา&amp;quot; แล้ว ก็มีการขยายรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายตามรูปลักษณ์และจินตนาการ เช่น &amp;quot;ตาตะกร้อ&amp;quot; &amp;quot;ตากบ&amp;quot; &amp;quot;ตาปลาหมึก&amp;quot; &amp;quot;ตาปลาวาฬ&amp;quot;    &lt;br /&gt;เฉพาะ &amp;quot;ลูกปัดตาตะกั่วป่า&amp;quot; ที่โด่งดังไปทั่วโลกและวงการลูกปัดนี้ ปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการลูกปัดโลก ทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาค้นคว้าวิจัยแต่เรื่องลูกปัดไม่ว่าจะในดินแดนไหนในโลก อินเดีย แอฟริกา อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เปอร์เซีย เอเชียอาคเนย์ จนถึงกับตั้งเว็บไซต์ลูกปัด www.beadsite.com และเขียนหนังสืออ้างอิงสำคัญให้ไว้กับวงการลูกปัดชื่อ &amp;quot;ลูกปัดโลก (BEADS OF THE WORLD)&amp;quot;     &lt;br /&gt;ได้ระบุไว้ในหนังสือเล่มสุดท้ายก่อนตาย ว่าด้วย &amp;quot;การค้าลูกปัดทางทะเลระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 3 - ปัจจุบัน (ASIA&amp;quot;S MARITIME Bead Trade 300 B.C. to the Present)&amp;quot; ว่าเป็นที่รู้จักและเรียกกันทั่วไปในวงการลูกปัดโลกว่า &amp;quot;ลูกปัดตาตะกั่วป่า หรือ Takuapa Eye Beads&amp;quot; เนื่องจากพบครั้งแรกที่ตะกั่วป่าและมีพบเป็นจำนวนมาก    &lt;br /&gt;โดยปีเตอร์ ฟรานซิส จูเนียร์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่ามีความเป็นไปได้ว่าตาตะกั่วป่านี้อาจจะมีการผลิตที่ เกาะคอเขา เนื่องจากมีการพบเศษชิ้นส่วนแก้วที่มีลวดลายตาด้วย    &lt;br /&gt;เท่า ที่ผมพบเห็น ลูกปัดตาตะกั่วป่านี้น่าจะมีพบที่ไชยามากกว่าที่ตะกั่วป่าโดยมีการพบชิ้น ส่วนแก้วและเศษแตกที่มีลวดลายตาเช่นกัน โดยมีการศึกษายืนยันได้ว่าทั้งสองแหล่งนี้มีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณใน ฐานะเมืองท่าค้าขายบนเส้นทางสายไหมทะเล (Sea Silk Road) เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-15 หรือร่วมสมัยศรีวิชัยได้พอดี     &lt;br /&gt;ส่วน ที่ทุกวันนี้นิยมกันในฐานะเครื่องรางสำหรับคุ้มกันภัยด้วยดวงตาวิเศษรายรอบ ตัวอย่างนี้นั้น เชื่อกันว่าน่าจะมีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะไม่ว่าจะในอารยธรรมไหนๆ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ต่างให้ความหมายอย่างเดียวกันนี้ ที่ตุรกียังมีการผลิตขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน     &lt;br /&gt;เมื่อวันก่อนท่าน อุปทูตแห่งสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยยังได้บอกกับผมว่า &amp;quot;ลูกปัดตา&amp;quot; แบบนี้ที่อิหร่านก็มี เรียกและให้ความหมายอย่างเดียวกันนี้เช่นกัน     &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-5599010655340931173?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/5599010655340931173/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=5599010655340931173' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5599010655340931173'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5599010655340931173'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_1453.html' title='ตาตะกั่วป่า ตาวิเศษรอบตัวที่โด่งดังไปทั่วโลก(ลูกปัด)'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2559170688600872864</id><published>2009-03-28T12:01:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.856-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>บัญชา พงษ์พานิช "รอยลูกปัด : BEYOND BEADS"</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11340 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ คนกับหนังสือ   &lt;br /&gt;โดย ดุษฎี สนเทศ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/col09280352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หาก วัตถุของแข็ง มีรู ห้อยแขวนได้ คือลูกปัดเม็ดสีที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์มนุษย์ในสุวรรณภูมิยุคเก่า ก่อน มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเม็ดสีแห่งอารยธรรมเหล่านี้ต่างสะท้อนภาพความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ของมนุษย์เอาไว้อย่างสวยงาม   &lt;br /&gt;หนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด : BEYOND BEADS&amp;quot; ผลงานชิ้นสำคัญระดับสากลที่รวบรวมภาพลูกปัดโบราณไว้ได้สมบูรณ์ที่สุดกว่า 500 ภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวโดยนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช สารคดีเรื่องเยี่ยมที่จะพาผู้อ่านเดินทางร่วมค้นหาและไขปริศนาแห่งลูกปัด คำตอบเล็กๆ ไขความลับสู่สุวรรณภูมิอันยิ่งใหญ่ ผ่านสำนวนการเล่าเรื่องที่ผสานข้อมูลเชิงวิชาการกับข้อมูลจากการลงพื้นที่ จริง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/col09280352p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;และ ด้วยคุณสมบัติของลูกปัดที่มีสถานะหลากหลาย ทั้งเครื่องประดับ, โบราณวัตถุ ฯลฯ จึงทำให้เรื่องราวของลูกปัดมีมิติที่กว้างและลึก ให้เราได้รู้จัก ศึกษา เรียนรู้ถึงคุณค่าต่อความสัมพันธ์กับมนุษย์ในยุคประวัติศาสตร์หลายสมัย และเป็นหลักฐานวัตถุพยานของแผ่นดินทางด้านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เก็บไว้เพื่อประกอบการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้กันต่อไปอย่างไม่รู้จบ    &lt;br /&gt;นพ. บัญชา พงษ์พานิช ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ กลับบ้านเกิดทำหน้าที่แพทย์อยู่ 10 ปีพร้อมกับงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจนได้รับการยกย่องเป็น &amp;quot;อาสาสมัคร คนรักแผ่นดินเกิด และนักอนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น&amp;quot; ก่อนที่จะผันตัวเองเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แล้วออกมาเป็นอาสาสมัครอิสระสาธารณประโยชน์ เน้นกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนา พัฒนาชุมชนท้องถิ่น สร้างเสริมสุขภาวะและบรรเทาทุกข์จากพิบัติภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 และงานอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีความสนใจส่วนตัวด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณี โบราณคดีและประวัติศาสตร์ ชอบการเรียนรู้และค้นคว้า โดย &amp;quot;ลูกปัด&amp;quot; เป็นหนึ่งในกิจกรรมอดิเรกเพื่อการเรียนรู้    &lt;br /&gt;หน้า 3&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2559170688600872864?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2559170688600872864/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2559170688600872864' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2559170688600872864'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2559170688600872864'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/beyond-beads.html' title='บัญชา พงษ์พานิช &amp;quot;รอยลูกปัด : BEYOND BEADS&amp;quot;'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2796497649803770340</id><published>2009-03-28T11:51:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.625-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><title type='text'>นกยูงไชยา ลูกปัดปริศนาในป่ายางสมัยศรีวิชัย</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11341 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คอลัมน์ (แกะ) รอยลูกปัด   &lt;br /&gt;โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/sun02290352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แรก เรียนรู้เรื่องลูกปัดแล้วถูกชวนให้ดูนกยูงที่ไชยา ผมเป็นต้องมองเข้าไปในดงป่ายางใหญ่ที่ขึ้นหนาทึบอยู่ทั่วไปไม่ไกลจากหาดทราย ขาวของแหลมโพธิ์พุมเรียง   &lt;br /&gt;&amp;quot;เห็นไหมหางนกยูงเป็นวงๆ สีเขียวเหลืองแดงน้ำเงินสวยเหลือเกิน&amp;quot;    &lt;br /&gt;หลังจากมองไกลแล้วไม่เห็นจนต้องมองใกล้ที่ในมือนั่นแหละจึงได้เห็นลูกปัดเม็ดน้อยแบบนี้ที่ชาวบ้านช่างคิดจินตนาการออกมาว่าคือ &amp;quot;นกยูง&amp;quot;    &lt;br /&gt;ลูก ปัดนกยูงที่ไชยานั้นมีหลายแบบ แต่ที่เป็นต้นแบบนั้นเป็นหลอดแก้วม้วนพันมีแถบสีน้ำเงินแดงเหลืองขาวอยู่สอง ปลาย ตรงกลางมีลายเป็นวงซ้อนกันอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน เริ่มจากจุดตรงกลางสีน้ำเงินล้อมด้วยวงสีขาว แดง เหลืองและลายซี่สีเขียวเรียงอยู่รอบนอกสองหรือสามวง     &lt;br /&gt;ด้วยสีและลวด ลายเป็นวงอย่างนี้นี่แหละที่ชาวบ้านมองเห็นเป็นลายหางนกยูง จนได้ชื่อเรียกขานกันมานานว่าลูกปัดลาย &amp;quot;นกยูง&amp;quot; ต้นแบบก่อนที่จะแตกเผ่าพันธุ์เป็นนกยูงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนกยูงตาตั๊กแตน นกยูงใบพัด นกยูงดอกหญ้าและนกยูงอื่นๆ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/sun02290352p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เฉพาะ &amp;quot;นกยูง&amp;quot; ต้นแบบนี้จัดให้อยู่ในกลุ่มลูกปัดแก้วโมเสกแบบม้วนพัน (wounded mosaic glass beads) กล่าวคือนอกจากทำแถบแก้วสลับสีสองแถบที่หัวท้ายแล้ว ตรงกลางที่เป็นวงนั้นทำจากหลอดแท่งแก้วโมเสก (mosaic glass cane) กลมที่ทำให้มีหน้าตัดเป็นลายสีน้ำเงิน ขาว แดง เหลือง และสายเส้นสลับเหลืองเขียว แล้วตัดเป็นแว่นๆ มาแปะต่อกันในแนวกลางแล้วหลอมจนอ่อนก่อนจะม้วนพันกับแกนโลหะจนเย็นและแข็ง ตัวเป็นเม็ดลูกปัดตามลวดลายที่ต้องการ    &lt;br /&gt;ยังพบมีลูกปัดนกยูงลวดลาย และสีคล้ายกันอีกแบบหนึ่ง วงตรงกลางมีชั้นสีน้อยกว่า คือมีแต่สีเหลืองแดงขาว กับเส้นรัศมีสีขาวสลับน้ำเงิน โดยลูกปัดแก้วโมเสกที่มีลวดลายและสีลักษณะทั้งสองแบบนี้มีรายงานการพบมากใน แหล่งที่มีความสัมพันธ์ติดต่อกับดินแดนตะวันออกกลาง เมื่อสมัยอาณาจักรโรมันตะวันออกต่อกับยุคต้นอิสลาม เรียกโดยทั่วไปในแวดวงลูกปัดว่า Byzantine หรือ Eastern Mediteranean หรือ Middle East Mosaic Glass Beads &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/sun02290352p3.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดแก้วโมเสกนกยูงทั้งสองแบบนี้ มีพบเป็นจำนวนมากที่แหลมโพธิ์ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ที่ทุ่งตึก-เหมืองทอง บนเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่มีการศึกษาทางโบราณคดีเป็นที่สรุปค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นสองสถานีการ ค้าสองฝั่งคาบสมุทรแหลมทองของไทยบนเส้นทางสายไหมทางทะเล (Sea Silk Road) เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-15 อันเป็นปลายสมัยราชวงศ์ถัง และ อาณาจักรโรมันตะวันออก ต้นยุคอิสลาม ประมาณสมัยศรีวิชัยของเอเชียอาคเนย์นั่นเอง   &lt;br /&gt;ส่วนลูกปัดแก้วลายนกยูง แบบอื่นๆ ซึ่งมีทั้งที่ร่วมยุคสมัยกับนกยูงต้นแบบนี้ กับ ที่เก่าก่อนกว่าซึ่งพบมากมายหลายแบบในภาคใต้นั้น วันหน้าจะนำมาแกะรอย    &lt;br /&gt;วันนี้ ที่ขอตั้งเป็นปริศนาสำคัญคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการทำลูกปัดแก้วโมเสกลายนกยูงอย่างนี้ที่ภาคใต้ของไทย สมัยโบราณ เนื่องจากพบจำนวนไม่น้อยที่ทำในรูปทรงอื่นๆ และยังทำไม่เสร็จ รวมทั้งเศษแตกและที่เกาะติดกัน การศึกษาค้นคว้าพิสูจน์หาข้อมูลหลักฐานประกอบอื่นอาจเฉลยเปิดรอยอีกก็ได้    &lt;br /&gt;หน้า 21&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2796497649803770340?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2796497649803770340/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2796497649803770340' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2796497649803770340'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2796497649803770340'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_1.html' title='นกยูงไชยา ลูกปัดปริศนาในป่ายางสมัยศรีวิชัย'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-2781353473850760289</id><published>2009-03-28T11:48:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.626-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภาพจากพิพิธภัณฑ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดคลองท่อม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควนลูกปัด'/><title type='text'>รมว.วธ.เล็งดันพิพิธภัณฑ์ลูกปัด"คลองท่อม"เป็นแหล่งโบราณคดี ชูสินค้า"โอท็อป" เรียกนักท่องเที่ยว</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:07:44 น.&amp;#160; มติชนออนไลน์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="181" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12382457361238246136l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12382457361238246136l.jpg" width="240" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;รมว.วธ.สำรวจพิพิธภัณฑ์ลูกปัดคลองท่อม สั่งกรมศิลป์แนะขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ เล็งให้เป็นแหล่งโบราณคดี เรียกนักท่องเที่ยว &amp;quot;คุณหญิงกษมา&amp;quot;หนุนครูดึงประวัติศาสตร์สอนนักเรียน ผู้ใหญบ้าน จ.กระบี่ วอนหยุดระเบิดหินแหล่งโบราณวัตถุ    &lt;br /&gt;นายธี ระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒธรมม (วธ.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ลูกปัด ที่วัดคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม โดยพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจัดเก็บลูกปัด อุปกรณ์การผลิตลูกปัด และวัตถุโบราณอื่นๆ อาทิ เงินตรานานาชาติที่ขุดพบในพื้นที่ อ.คลองท่อม ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสันนิษฐานพื้นที่ อ.คลองท่อม เป็นแหล่งผลิตลูกปัดในสมัยโบราณ เมื่อราว 2พันปีก่อน เชื่อมโยงกับพื้นที่ภาคใต้ บริเวณ จ.ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี ชุมพร โดยอาจเป็นแหล่งศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างซีกโลกตะวันออกกับ ตะวันตก &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นายธีระ กล่าวว่า ขอชื่นชมทางวัดคลองท่อมที่เก็บรักษาลูกปัดโบราณไว้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าต่อชนรุ่นหลัง เป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทั้งนี้ วธ.จะมอบหมายกรมศิลปากรส่งนักวิชาการมาให้คำปรึกษาและปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะการจัดแสดงลูกปัดให้มีความน่าสนใจ และจัดทำองค์ความรู้เกี่ยวกับลูกปัดออกเผยแพร่ ส่วนงบประมาณพัฒนาและปรับปรุงพิพิธภัณธ์ลูกปัดคล่องท่อมนั้น จากการหารือกับนายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ทราบว่าในปีงบฯ 2553 ทางจังหวัดกระบี่เตรียมงบฯ ไว้ 10 ล้านบาท สำหรับพัฒนา และปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นายธีระ กล่าวว่า สำหรับลูกปัดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อมบางส่วนยังไม่ขึ้นทะเบียนเป็น โบราณวัตถุ หากทางวัดต้องการจดทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ จะมอบหมายให้กรมศิลปากรเข้ามาแนะนำขั้นตอนการขึ้นทะเบียน นอกจากนี้ แนวทางการอนุรักษ์ลูกปัดในระยะยาว และยั่งยืนนั้น มอบหมายให้กรมศิลปากรเร่งศึกษาแหล่งโบราณคดีใน อ.คล่องท่อม แหล่งขุดค้นพบลูกปัด เพื่อประกาศเป็นแหล่งโบราณคดี และป้องกันการลักลอบขุดลูกปัดไปขาย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ผมเห็นด้วยที่ชุมชน และจังหวัดกระบี่ จะจำลองและเลียนแบบลูกปัดชนิดต่างๆ ผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อปประจำ จ.กระบี่ เป็นเรื่องดี เพราะจะสร้างรายได้ให้ชุมชน และยังดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาชม ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของลูกปัด&amp;quot; นายธีระ กล่าวและว่า สำหรับพื้นที่ที่ในอ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เท่าที่สำรวจพบมีการขุดลูกปัดโบราณน้อยมาก จึงไม่สามารถประกาศเป็นพื้นที่โบราณสถานได้ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความเห็นกรณีครูโรงเรียนบ้าน ภูเขาทอง ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง นำองค์ความรู้เกี่ยวกับลูกปัดโบราณ และความเป็นมาของลูกปัดไปสอนให้กับนักเรียนในชั้นเรียนว่า เป็นสิ่งที่ดี น่าสนับสนุน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการนำเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในจังหวัดมาจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นให้เด็กได้ศึกษา นอกเหนือจากการเรียนตามหลักสูตรที่ สพฐ.กำหนดไว้ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ดิฉันมองว่ามีหลายจังหวัดในประเทศไทยที่มีภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ถ้านำมาจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น จะเป็นประโยขน์กับเด็กนักเรียนเป็นอย่างมาก&amp;quot;คุณหญิงกษมากล่าว และว่า วันที่ 23-25 เมษายน สพฐ.จะเชิญครูจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่มีส่วนจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นร่วมประชุม เพื่อให้โรงเรียนต่างๆ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เน้นความสำคัญในการนำหลักสูตรท้องถิ่นไปเชื่อมโยงกับหลักสูตรต่างๆ โดยคิดว่าโรงเรียนบ้านภูเขาทองน่าจะเป็นโรงเรียนตัวอย่างในการนำความรู้ท้อง ถิ่น และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นได้อย่างดี &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายธีระตรวจเยี่ยมพิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม นายบุญฤกษ์&amp;#160; เต้บำรุง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ เข้ายื่นหนังสือต่อนายธีระ เรียกร้องให้ทางกระทรวงวัฒนธรรมเร่งรัดดำเนินคดีการทำลายแหล่งโบราณคดี หมู่ที่ 2 ต.ทับปริก นายบุญฤกษ์ เคยร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ให้ยกเลิกสัมปทานระเบิดหินเขาหน้าวังหมี เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งโบราณคดี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า   &lt;br /&gt; นายบุญฤกษ์ กล่าวว่า พื้นที่บริเวณเขาหน้าวังหมี จ้าหน้าที่สำนักโบราณคดี กรมศิลปากรเคยสำรวจค้นพบโบราณวัตถุหลายอย่างเช่น เศษภาชนะดินเผา ชนิดต่างๆรวม 1,041 ชิ้น ภาชนะดินเผาทรงพาน 2 ใบ และอื่นๆอีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร อยู่ในเขตป่าถาวร &lt;/p&gt;  &lt;p&gt; นายบุญฤกษ์&amp;#160; กล่าวว่า เรื่องทั้งหมดได้นำเรียน นายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการ และอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่รับทราบ ต่อมาผู้เกี่ยวข้องลงความเห็นว่าพบโบราณวัตถุเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอออกคำ สั่งยกเลิกสัมปทานบัตรได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ทางอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ออกใบอนุญาตเปิดเหมืองให้กับผู้ประกอบการทั้งที่ อยู่ระหว่างหาข้อยุติ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt; นายบุญฤกษ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 สำนักงานกรมศิลปกร ที่ 15 ภูเก็ต เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองกระบี่ ขอให้ผู้ประกอบการหยุดระเบิดทำลายแหล่งโบราณคดี แต่ผู้ประกอบการยังระเบิดหินตามปกติในวันที่ 30 ตุลาคม 2551 ได้เข้าแจ้งความอีกครั้ง ในความผิด พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ อยู่ระหว่างการสอบสวนพยานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt; &amp;quot;ผู้ว่าฯกระบี่ และอุตสาหกรรมจังหวัดอ้างว่ากรมศิลปกรไม่ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่ง โบราณคดี ไม่สามารถสั่งให้ผู้ประกอบการหยุดระเบิดหินได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก ทั้งที่เรื่องอยู่ระหว่างรดำเนินคดี ผมจึงต้องยื่นหนังสือให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมช่วยติดตามคดี เพราะหลักฐานที่พบน่าจะเป็นแหล่งโบราณสถาน หากไม่หยุดระเบิดหินในพื้นที่เขาหน้าวังหมีต่อไปจะไม่เหลืออะไรไว้ให้ลูก หลานได้ชื่นชม&amp;quot;นายบุญฤกษ์กล่าว&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-2781353473850760289?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/2781353473850760289/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=2781353473850760289' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2781353473850760289'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/2781353473850760289'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_28.html' title='รมว.วธ.เล็งดันพิพิธภัณฑ์ลูกปัด&amp;quot;คลองท่อม&amp;quot;เป็นแหล่งโบราณคดี ชูสินค้า&amp;quot;โอท็อป&amp;quot; เรียกนักท่องเที่ยว'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4220769253055912776</id><published>2009-03-24T21:14:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:11:27.664-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><title type='text'>เผย"บ้านภูเขาทอง"เคยผลิต"ลูกปัด"โบราณเท่า"คลองท่อม" เล็งผลิตทดแทนสร้างรายได้ชุมชน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 19:18:01 น.&amp;#160; มติชนออนไลน์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="181" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12378966811237896886l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12378966811237896886l.jpg" width="240" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;พบอีก &amp;quot;บ้านภูเขาทอง&amp;quot;ระนองเคยเป็นแหล่งผลิต&amp;quot;ลูกปัด&amp;quot;สำคัญไม่แพ้&amp;quot;คลองท่อม&amp;quot; นักวิชาการชี้เกี่ยวระบบการค้าเส้นทางสายไหม เตรียมดันเป็นชุมชนต้นแบบ จุดประกายสร้างลูกปัดทดแทนเลียนแบบขายนักท่องเที่ยว    &lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ระนอง รายงานเมื่อวันที่ 24 มีนาคมว่า สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง และโรงเรียนบ้านภูเขาทอง ต.กำพวน จัดโครงการ &amp;quot;ลูกปัดทดแทน หวงแหนทรัพย์แผ่นดิน&amp;quot; เพื่อเผยแพร่ความรู้การผลิตลูกปัดโบราณแก่นักเรียนโรงเรียนบ้านภูเขาทอง และประชาชนในชุมชน ให้เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ ลดปัญหาลักลอบขุดลูกปัดโบราณในพื้นที่บ้านภูเขาทอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ร.อ.บุญยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ นักโบราณคดีระดับชำนาญงานพิเศษ สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ให้สัมภาษณ์ว่า แหล่งโบราณคดีบ้านภูเขาทองมีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,000 ปี มีความสำคัญไม่น้อยกว่าแหล่งโบราณคดีคลองท่อม จ.กระบี่ โดยแหล่งโบราณคดีบ้านภูเขาทองเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบการค้าโลกเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ถือได้ว่าแถบทะเลอันดามันเป็นเส้นทางการค้า หรือเส้นทางสายไหมทางทะเล เชื่อมโยงไปถึงอินเดีย&amp;#160; จีน เปอร์เซีย หรือตะวันออกกลาง โรมัน และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;มีหลักฐานยืนยันชัดเจนที่ได้จากการขุดพบ เช่น ลูกปัดชนิดต่างๆ เครื่องปั้นดินเผา ชุมชนภูเขาทองเคยเป็นแหล่งผลิตลูกปัดที่สำคัญของโลก เนื่องจากพบทั้งลูกปัดทั้งผลิตเสร็จแล้ว และที่ยังผลิตไม่เสร็จ ก้อนแก้ว ก้อนหินที่ใช้ผลิตลูกปัด&amp;quot; ร.อ.บุญยฤทธิ์กล่าว และว่า สำนักศิลปากรที่ 15 พร้อมจะผลักดันแหล่งโบราณคดีภูเขาทองให้เป็นชุมชนต้นแบบ ให้สังคมเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี และพัฒนาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ให้ชุมชนให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว ผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อปของ จ.ระนอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ร.อ.บุญยฤทธิ์กล่าวว่า คุณค่าของลูกปัดนั้นถ้าตีเป็นตัวเงิน รับรองเลยว่าไม่นานก็หมด แต่ถ้ามองคุณค่าของลูกปัดในทางวิชาการหรือทางวัฒนธรรมจะเป็นมรดกที่ตกทอดไป ชั่วลูกชั่วหลาน สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ และสามารถผลิตของใหม่มาทดแทนได้ ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดคือชุมชนนั่นเอง ขณะนี้สำนักศิลปากรที่ 15 สนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และวิชาการให้โรงเรียนบ้านภูเขาทองผลิตลูกปัดขึ้นมาทดแทนลูกปัดโบราณเพื่อ สร้างรายได้ให้กับชุมชน &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ด้าน น.ส.มนต์รัตน์ ชุมศิริ ครูโรงเรียนบ้านภูเขาทอง เจ้าของโครงการลูกปัดทดแทนฯ กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่มีคนมาลักลอบขุดลูกปัดโบราณไปขาย ถ้ายังปล่อยไว้โดยไม่ได้ดำเนินการใดๆ เชื่อว่าสักวันหนึ่งลูกปัดโบราณภูเขาทองคงจะหมดไปอย่างแน่นอน จึงมีแนวความคิดอนุรักษ์ลูกปัดโบราณไว้โดยจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น ขณะนี้รวบรวมลูกปัดชนิดต่างๆ มาเก็บรักษาไว้เพื่อศึกษาและอนุรักษ์โดยรับบริจาคจากประชาชนในพื้นที่ นักเรียนเอามามอบให้บ้าง แม้จะมีไม่มากนักแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อีกทั้งนักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์มากขึ้น ทุกคนให้ความร่วมมือ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;น.ส.มนต์รัตน์กล่าวว่า สำนักงานศิลปากรที่ 15 จ.ภูเก็ต ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.ระนอง ได้คัดเลือกโครงการอนุรักษ์ลูกปัดโบราณ สืบสานตำนานท้องถิ่น ของโรงเรียนภูเขาทอง เข้ารับการประกวด โครงการสถานศึกษาดีเด่นในการรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2550 เป็นหนึ่งใน 15 โรงเรียนที่ได้รับรางวัลดีเด่น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;น.ส.มนต์รัตน์กล่าวว่า สำหรับโครงการลูกปัดทดแทนหวงแหนทรัพย์แผ่นดินต้องการให้นักเรียน ครูอาจารย์และชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพย์สินของแผ่นดินมากขึ้น โดยทำหลักสูตรระยะสั้นในการผลิตลูกปัดทดแทน ทาง อบต.กำพวนสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท ขณะนี้ฝึกอบรมให้นักเรียนและประชาชนในชุมชนได้ผลิตลูกปัดขึ้นมาทดแทนของเดิม &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ใครที่มาเยี่ยมชมสามารถซื้อลูกปัดที่ผลิตขึ้นมาทดแทนไปเป็นที่ระลึกได้ ไม่ใช่เป็นของเลียนแบบหรือของปลอม แต่เป็นลูกปัดจริงๆ ผลิตจากแก้วชนิดต่างๆ มีสีสันและลวดลายหลากหลายและสวยงามนำไปร้อยเป็นสร้อยคอ เครื่องประดับสวมใส่ได้ ซึ่งได้รับความสนใจจากชุมชนเป็นอย่างมาก&amp;quot; น.ส.มนต์รัตน์กล่าว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นายก้อเดช อินตัน รองนายก อบต.กำพวน บอกว่า ในอนาคตทาง อบต.จะสนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนบ้านภูเขาทองจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นศูนย์อนุรักษ์และเรียนรู้ลูกปัดโบราณ โดยจะรับบริจาคลูกปัดที่อยู่ในความครอบครองของประชาชนทั่วไปนำมาเก็บไว้ใน พิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4220769253055912776?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4220769253055912776/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4220769253055912776' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4220769253055912776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4220769253055912776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_24.html' title='เผย&amp;quot;บ้านภูเขาทอง&amp;quot;เคยผลิต&amp;quot;ลูกปัด&amp;quot;โบราณเท่า&amp;quot;คลองท่อม&amp;quot; เล็งผลิตทดแทนสร้างรายได้ชุมชน'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-5970441472458055737</id><published>2009-03-20T11:26:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.626-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดเวียดนาม'/><title type='text'>พบอีก รูปสลักแผ่นหินคล้ายหน้า"ฟาโรห์"ริมอันดามัน "หมอบัญชา"ร้องผู้เชี่ยวชาญเร่งพิสูจน์หารากเหง้า</title><content type='html'>&lt;p&gt;&amp;quot;หมอบัญชา&amp;quot;เผยพบรูปสลักบนแผ่นหินคล้ายใบ หน้าฟาโรห์อียิปต์โบราณ ในพังงา-ระนอง ชี้ยังพบหินสีแกะสลักรูปสัตว์ คล้ายในสุสานลุ่มน้ำเวียดนาม เร่งค้นคว้าหาร่องรอยประวัติศาสตร์    &lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวภูมิภาค &amp;quot;มติชน&amp;quot; รายงานว่า ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ จ.กระบี่ สุราษฎร์ธานี พังงา ระนอง และชุมพร ที่มีการขุดพบลูกปัดเป็นจำนวนมาก คาดว่าน่าจะเป็นแหล่งผลิตและการค้าลูกปัดในยุคโบราณเมื่อสองพันปีก่อนนั้น ยังพบหลักฐานหลายชิ้นที่มีลักษณะคล้ายกับวัตถุโบราณที่ผลิตขึ้นจากอียิปต์ เป็นแหล่งอารยธรรมโลกอีกด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.บัญชา พงษ์พานิช เลขานุการสุธีรัตนามูลนิธิ เขียนไว้ในหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; ระบุหลักฐานดังกล่าวที่ขุดพบในพื้นที่ของภาคใต้ สร้างความแปลกใจในแวดวงคนสนใจประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นอย่างมากคือ รูปสลักหินที่แกะสลักเป็นใบหน้าคน มีใบหน้าหนึ่งคล้ายใบหน้าของฟาโรห์ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ โดยรูปสลักหินมีลักษณะเป็นแผ่นหินแบนสีน้ำตาลแก่ แกะตัดเป็นรูปใบหน้าที่มีเคราบริเวณคางกับทรงผมเป็นกระพุ่ม และใบหน้ามีรอยขีดเห็นดวงตาและเส้นผม &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบรูปคนคล้ายนักรบแกะบนแผ่นหินมีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับศีรษะ อาวุธและสิ่งที่ถือในมือเปล่งเป็นประกาย คล้ายๆ กับภาพนักรบที่เคยปรากฏในประติมากรรมขนาดใหญ่ของทั้งอียิปต์และเปอร์เซีย โบราณ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชาให้สัมภาษณ์ว่า แรกพบเห็นประติมากรรมขนาดเล็กเหล่านี้เชื่อว่าน่าจะเป็นของทำขึ้นใหม่ แต่เมื่อได้ติดตามศึกษาโดยเฉพาะจากชุมชนที่พบและรวบรวมรักษาไว้นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่ามีการค้นพบสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว แต่ไม่มีการเห็นคุณค่า เนื่องจากแต่ก่อนผู้คนมีความสนใจแต่เพียงลูกปัดเท่านั้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อผมลงไปศึกษาค้นคว้า จึงมีชาวบ้านนำสิ่งของเหล่านี้ที่พบและเก็บเอาไว้ในบ้านบ้าง บนหิ้งพระบ้าง หรือกระทั่งทิ้งขว้างหรือเก็บในกล่องไว้บ้าง ออกมาให้ดูเพราะต่างก็แปลกใจ ไม่แน่ใจว่าคืออะไร สอบถามหลายฝ่ายต่างน่าเชื่อได้ว่าเป็นของเก่าที่ถูกพบจากใต้ดินมาแต่เดิม จริง จึงตัดสินใจขอเก็บรวบรวมไว้ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบพิสูจน์โดยได้ตัดสินใจเขียนและตีพิมพ์ในหนังสือ เพื่อการเชิญชวนสาธารณะได้ช่วยกันศึกษาค้นคว้าและตรวจสอบด้วย&amp;quot; นพ.บัญชากล่าว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวอีกว่า เนื่องจากในประเทศไทยไม่ทราบว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับใคร ตลอดจนเคยสอบถามนักวิชาการต่างประเทศที่เข้ามาขอศึกษาค้นคว้าต่างตอบว่าไม่ มีความรู้และสันทัดพอในด้านนี้ มีนายไมเคิล ไรท อดีตนักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษเพียงคนเดียวที่แสดงทรรศนะในเรื่องนี้ไว้ในสอง ประเด็นว่า &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าเป็นของปลอมที่ทำขึ้นมาใหม่ ก็น่าแปลกใจว่าใครทำ และทำขึ้นมาทำไม ทำมาตั้งแต่เมื่อไร ในเมื่อพื้นที่ที่พบประติมากรรมเหล่านี้ก็มิได้เป็นพื้นที่แหล่งลูกปัดที่มี ชื่อเสียงแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บางกล้วยในกิ่ง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง และที่ควนบางโร ใน อ.คุระบุรี จ.พังงา ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้มิได้เป็นที่ต้องการ มีมูลค่ามาแต่ก่อนเลย แต่ถ้าเป็นของเก่ามาแต่ก่อนจริง ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญมากที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง&amp;quot; นพ.บัญชากล่าว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า ในเบื้องต้นนายไมเคิล ไรท ให้ความเห็นว่าจากรูปลักษณะที่เห็น คล้ายกับรูปเคารพของกลุ่มอารยธรรมย่อย (Minor Civilisation) ในเขตพื้นที่แอฟริกาและตะวันออกกลางโบราณที่นิยมผลิตสิ่งของที่ผสมผสาน อารยธรรมของตนเข้ากับอารยธรรมใหญ่ (Major Civilisation) คืออียิปต์ในลุ่มแม่น้ำไนล์ และเปอร์เซียตะวันออกกลางและดินแดนเมโสโปเตเมีย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นอกจากนี้ ในพื้นที่ทั้งสองแห่ง ยังพบหินและหินสีมีค่าแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปช้าง ม้า ปลา เต่า สิงห์ มกร โดยมีสัตว์ลักษณะแปลกชนิดหนึ่งคล้ายหนู มีสี่ขา หางสั้น จมูกแหลม คล้ายที่เคยมีรายงานการพบในสุสานสมัยฮั่น-เวียด (พ.ศ.432-586) ในลุ่มน้ำแดงของเวียดนามปัจจุบัน รวมทั้งมีการพบกลุ่มหินแกะสลักเป็นหัวแหวนและตราประทับ (Intaglios) เป็นจำนวนมาก โดบพบมีทั้งรูปอย่างอินเดียและโรมัน ตลอดจนอักขระสมัยพราหมีและปัลลวะด้วย &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า หลักฐานเหล่านี้ล้วนเหลือเชื่อ หากศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามหลักวิชาโบราณคดีก็จะบอกอะไรอีก หลายอย่าง โดยเห็นว่าข้อเสนอสำคัญเรื่องโบราณคดีชุมชนที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะชุมชนชาวบ้าน และท้องถิ่นมีส่วนเป็นบทบาทสำคัญ&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-5970441472458055737?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/5970441472458055737/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=5970441472458055737' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5970441472458055737'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/5970441472458055737'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_2474.html' title='พบอีก รูปสลักแผ่นหินคล้ายหน้า&amp;quot;ฟาโรห์&amp;quot;ริมอันดามัน &amp;quot;หมอบัญชา&amp;quot;ร้องผู้เชี่ยวชาญเร่งพิสูจน์หารากเหง้า'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-4384206571174719776</id><published>2009-03-20T11:21:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.627-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>รอยลูกปัด...วิถีแห่งอารยธรรม</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11333 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;รอยลูกปัด...วิถีแห่งอารยธรรม&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/ent01210352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;การเกิดขึ้นและมีอยู่ของแต่ละสรรพสิ่ง ล้วนแต่มีความหมายในตัวเอง   &lt;br /&gt;และยิ่งเมื่อสรรพสิ่งนั้น ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากดินแดนแสนไกล และข้ามผ่านกาลเวลานับพันปี คุณค่าก็ยิ่งปรากฏชัด    &lt;br /&gt;รอคอยเพียงสายตาใคร่รู้ที่หันมามองอย่างจริงจัง ใช่เพียงแค่ผ่านเลย    &lt;br /&gt;เหมือนวิถีแห่ง &amp;quot;ลูกปัดโบราณ&amp;quot;    &lt;br /&gt;สิ่งประดิษฐ์เล็กๆ ที่อาจไขปริศนาแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่    &lt;br /&gt;หลัง จากที่ลูกปัดเม็ดแรกถือกำเนิดขึ้นแถวแอฟริกาและมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้น เรื่อยๆ ในพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยความเจริญ จนปรากฏเป็นงานช่างชั้นสูงที่สะท้อนทั้งสภาวะสังคมและความเชื่อทางศาสนา     &lt;br /&gt;สายลมแห่งพานิชย์ที่พัดผ่านน่านน้ำก็ได้หอบลูกปัดไปโปรยยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงดินแดนสุวรรณภูมิ     &lt;br /&gt;ก่อนที่ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปตามเข็มวินาทีที่ผ่านเลย    &lt;br /&gt;แต่บางคราเข็มวินาทีก็อาจหวนกลับได้อีกครั้ง ในแง่มุมของการเรียนรู้    &lt;br /&gt;&amp;quot; ผมเริ่มสนใจตั้งแต่ตอนที่เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยผู้ประสบภัยจากสึนามิกับเครือ ข่ายความร่วมมือฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน เพราะสังเกตเห็นชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่แขวนสร้อยลูกปัดกันทั้งนั้น บางคนห้อยสร้อยจนเต็มคอ&amp;quot;นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช&amp;quot; กล่าวด้วยรอยยิ้มกับผู้ฟังทั้งจากกรุงเทพและต่างจังหวัด ที่มาร่วมงานเปิดตัวหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด Beyond Bead&amp;quot; กันจนเต็ม ลานสนามหญ้าของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติหรือมิวเซียมสยาม    &lt;br /&gt;นาย แพทย์บัญชาเป็นอีกบุคคลหนึ่ง ที่เอื้อมมือไปหมุนเข็มให้ย้อนกลับ และได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทย ทั้งในแง่ความรู้พื้นฐาน ลักษณะต่างๆ ที่จำแนกได้ พื้นที่ขุดพบ ความเชื่อมโยงทั้งด้านเส้นทางการค้าและวัฒนธรรม ซึ่งต่อยอดไปยังสมมติฐานและข้อสงสัยอีกหลายประการ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/ent01210352p2.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot; ตกใจมากตอนที่ศึกษาแล้วพบว่าลูกปัดหลายชิ้นปรากฏอักขระโบราณ บางเม็ด อ.สุธิวงศ์ (ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์) บอกว่าเป็นอักขระพราหมี ซึ่งใช้ในอินเดียเหนือตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ปกติแค่เห็นอักษรปัลวะก็ตื่นเต้นแล้ว เลยคิดว่าน่าจะมีนัยยะทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ เลยค่อยๆ เก็บสะสมในสุธีรัตนามูลนิธิ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาสะสมเพื่อการค้าขาย สุดท้ายก็เยอะมากจนตัดสินใจแกะรอยถอดประวัติกันแบบจริงจัง&amp;quot;   &lt;br /&gt;นายแพทย์ บัญชามองว่า กว่าสี่ปีที่ร่วมค้นคว้าเรื่องนี้ร่วมกับนักโบราณคดีทั้งชาวไทยและชาวต่าง ประเทศ เป็นการพยายามปะติดปะต่อภาพที่มีให้ชัดเจนขึ้น เพราะมีนักโบราณคดีหลายท่านที่ศึกษาอย่างลงลึกมาก่อนหน้า อาทิ รองศาสตราจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ในรอยลูกปัด จึงเป็นบันทึกร่องรอยเรื่องราวของลูกปัดจากภาคใต้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่มีการขุดหาเพื่อค้าขายกันหลายสิบปี    &lt;br /&gt;เรื่องราวจึงแบ่งออก เป็นห้าบทใหญ่ เริ่มจากพื้นฐานความเป็นมา ก่อนที่จะเข้าสู่บทสำคัญ ที่จะช่วยให้เข้าใจว่าลูกปัดที่พบในภาคใต้นั้นมีประเภทและลักษณะใดบ้าง ทั้งภาษาทางการและภาษาที่ชาวบ้านเรียก    &lt;br /&gt;&amp;quot;มีอยู่วันหนึ่งชาวบ้านมาถาม ผมว่า หมอๆ เห็นนกยูงแล้วยัง ลายสวยมาก เราก็นึกว่านกยูงตัวเป็นๆ ก็ไปดูปรากฏว่าเป็นลูกปัดแก้วโมเสกมีลวดลายเป็นวงๆ และสีสันที่งดงามมากคล้ายนกยูง อันนี้พบที่ไชยา     &lt;br /&gt;หรือลูกปัดตรี รัตนะ อันนี้น่าสนใจมาก ชาวบ้านชี้ให้ดูแล้วบอกว่าตุ๊กตา ผมบอกว่ากบ แล้วปรากฏว่านี่คือสัญลักษณ์ตรีรัตนะ ซึ่งมีเต็มสวนโมกข์แต่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่าเป็นเครื่องหมายทางพระพุทธศาสนาที่เคยแพร่หลายหลัง สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ 4-5 อาจจะเป็นหลักฐานที่แย้งกับความเชื่อที่ว่าพุทธศาสนาเข้าสู่สุวรรณภูมิใน สมัยทวารวดี ต้องศึกษากันต่อไป&amp;quot; คุณหมอว่าพลางชี้ชวนให้ชม    &lt;br /&gt;หรือลูก ปัดสุริยเทพที่กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เพราะแสดงอยู่ดีๆ ก็มีคนอยากได้เป็นสมบัติส่วนตัวเลยขโมยไปเงียบๆ แต่สุดท้ายก็กลับใจยอมส่งคืน    &lt;br /&gt;นายแพทย์บัญชาเล่าว่า ลูกปัดสุริยเทพนี้ ชาวบ้านที่อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่เรียกว่าลูกปัดหน้าคน ต่อมาก็เกิดจินตนาการว่าหน้าไม่เหมือนคนในภาคใต้เลยเรียกว่าลูกปัดอินเดียน แดง แล้วก็กลายเป็นลูกปัดสุริยเทพ    &lt;br /&gt;&amp;quot;คุณหมอเจมส์ แลงค์ตัน (ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัดและแก้วโบราณ) และคุณปีเตอร์ ฟรานซิส (ผู้เขียนหนังสือลูกปัดโลก) ยืนยันว่าที่ผ่านมาพบลูกปัดสุริยเทพที่คลองท่อมแห่งเดียว เคยคดว่าหน้าคนแบบนี้ผลิตที่อเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ แต่ไม่เจอ มาเจอที่นี่ ผมเคยเห็นอยู่ที่คลองท่อมประมาณสิบเม็ด มีทั้งที่สมบูรณ์และแตกหัก มีแบบสองอันติดกันด้วย คาดว่าตอนผลิตแก้วคงยังไม่แห้ง ล่าสุดคุณหมอเจมส์เมล์มาบอกว่าพบลูกปัดคล้ายๆ กันที่หลุมศพพ่อค้าในประเทศจีน&amp;quot;    &lt;br /&gt;รู้จักกันพอสมควร ในบทที่สามก็จะชวนเดินตามรอยลูกปัดจากแต่ละแหล่ง     &lt;br /&gt;ร่อง รอยที่เห็นนั้น เป็นโจทย์มาจากไมเคิล ไรท ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้รวม 6 ประเด็น คือการหลงเหลืออยู่ของลูกปัดโบราณในภาคใต้ ปริมาณมหาศาลของหลักฐานที่ถูกค้นพบ คุณภาพชั้นเยี่ยมของลูกปัดที่ปรากฏ ความล้ำค่าของวัตถุดิบกับงานฝีมือ ลักษณะทั่วไปของแหล่งลูกปัด และปิดท้ายด้วยคำถามว่า ยุคสมัยของการผลิตลูกปัดนั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด    &lt;br /&gt;จาก โจทย์ข้างต้น นายแพทย์บัญชาก็รวบรวมได้8แหล่งหลักๆ อาทิ เขาสามแก้ว ที่ชุมพร คลองท่อม ที่กระบี่ ท่าชนะและแหลมโพธิ์ไชย ที่สุราษฎร์ธานี บางกล้วยและภูเขาทองที่ระนอง    &lt;br /&gt;แต่ละแหล่งแต่ละเม็ดที่ค้นพบก็สะท้อนบางมุมของประวัติศาสตร์ที่หล่นหาย และก่อเกิดคำถามตามมา    &lt;br /&gt;ลูก ปัดบางเม็ดน่าจะเป็นสมบัติของชนชั้นปกครองแห่งโรมัน บางเม็ดมีภาพการสิ้นสุดของกรุงทรอย มาจากไหน มาได้อย่างไร ทำไมถึงมา คือข้อสงสัยที่ทิ้งท้ายไว้เสมอในรอยลูกปัด    &lt;br /&gt;และนั่นก็ไม่ใช่เป็นเพียง คำถามสนองตอบการอยากรู้อย่างทั่วไป เพราะคำตอบที่ได้กลับมาจะมีคุณค่าและความหมายทางประวัติศาสตร์โลกอย่างยิ่ง    &lt;br /&gt;แม้ วันนี้ลูกปัดมากมายจะไปตกหล่นในมือของนักเก็งกำไร บ้างก็กลายเป็นมวลสารศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์จตุคามรามเทพ แต่ก็ไม่ได้สายเกินไปสำหรับการเรียนรู้    &lt;br /&gt;ในการสัมมนาที่กระทรวง วัฒนธรรม คณะบดีคณะโบราณคดี นายสายันต์ ไพรชาญจิตร์ ได้แสดงความเห็นไว้ว่าการปกป้องคุ้มครองลูกปัดให้คงอยู่อย่างยั่งยืนนั้น ควรจะจัดระบบโบราณคดีชุมชนให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดูแล    &lt;br /&gt;ซึ่งนายแพทย์บัญชาเองก็เห็นด้วย     &lt;br /&gt;&amp;quot; อย่างลูกปัดสุริยเทพที่ชาวอำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ ประกาศว่าเป็นสัญลักษณ์คลองท่อม ก็ควรจะนำเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจคือทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน จะค้าจะขายก็เก็บของจริงไว้ นอกจากจะสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้ว ก็ยังจะนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าต่อไป&amp;quot;    &lt;br /&gt;ฟ้าชักครึ้มขึ้นทุกขณะ ราวกับเป็นสัญญาณว่าสายฝนกำลังจะมาทายทัก ถึงแม้จะยังติดใจอยากฟังต่อแต่ก็คงต้องหลีกทางให้ธรรมชาติ    &lt;br /&gt;ก่อน จะจากกันไปเพื่อเดินดูนิทรรศการปริศนาแห่งลูกปัดที่กำลังจัดแสดงในมิวเซียม สยาม คนเขียนก็กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า หนังสือเล่มนี้ยังมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกมากมาย ซึ่งต่อให้ตนมีอีกชีวิตก็คงค้นคว้าไม่เสร็จ เว้นเพียงแต่สังคมจะมาช่วยกันศึกษา    &lt;br /&gt;&lt;b&gt;เป็นการศึกษาที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือใครคนใดคนหนึ่ง     &lt;br /&gt;แต่เพื่อจุดประกายการเรียนรู้อารยธรรม ของมนุษยชาติ&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;หน้า 24&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-4384206571174719776?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/4384206571174719776/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=4384206571174719776' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4384206571174719776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/4384206571174719776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_20.html' title='รอยลูกปัด...วิถีแห่งอารยธรรม'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-9187881129940506023</id><published>2009-03-19T11:41:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.628-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดทองคำ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควนลูกปัด'/><title type='text'>สำรวจ"คลองท่อม" ประตูการค้า"ยุคโบราณ" เชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย</title><content type='html'>&lt;p&gt;รายงาน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pro40200352p1.jpg" border="1" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ - &lt;/b&gt;เรียบเรียงจากข้อมูล &amp;quot;หนังสือเมืองคลองท่อม&amp;quot; บนเส้นทางสายไหมอาจารย์กลิ่น คงเหมือนเพชร&amp;quot; ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่    &lt;br /&gt;ทำเล ที่เป็นที่ตั้งอำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ ในปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่า &amp;quot;ควนลูกปัด&amp;quot; มีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณมาก่อน หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบมีเป็นจำนวนมาก มีความเกี่ยวพันกับทางอียิปต์ อีนเดีย กรีก อาหรับ และจีน ทั้งนี้ พระครูอาทรสังวรกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองท่อม เก็บรักษาสมบัติอันล้ำค่าไว้อีกส่วนหนึ่งในพิพิธภัณฑสถานคลองท่อม    &lt;br /&gt;คน กระบี่ไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก แต่คลองท่อมเป็นที่รู้จักของนักโบราณคดีทั่วโลกที่เดินทางเข้ามาศึกษาจาก หลักฐานดังกล่าว นับได้ว่าพระครูอาทรสังวรกิจเป็นคนแรกที่เปิดประตูโบราณให้คนทั่วโลกรู้จัก    &lt;br /&gt;จาก การศึกษาพบว่า คลองท่อมมีวัฒนธรรมซับซ้อนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยเริ่มต้น ประวัติศาสตร์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโบราณวัตถุมีโบราณสถานที่เป็นสิ่งก่อสร้างถาวร นักโบราณคดีให้ความเห็นว่า คลองท่อมเป็นเพียงท่าเรือขนส่งสินค้าเป็นประตูทางการค้า (Gate Way) ทางฝั่งตะวันตกที่เปิดข้ามฝั่งมหาสมุทรไปสู่ชุมชนโบราณที่เมืองเวียงสระ และอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี ในสมัยเดียวกัน    &lt;br /&gt;ปัจจุบันมีคนพูดถึง เส้นทางการค้าที่สำคัญสายหนึ่งที่เรียกกันว่า &amp;quot;เส้นทางสายไหม&amp;quot; เป็นเส้นทางค้าไหมและเครื่องลายครามของจีน ถ้าหากว่าคลองท่อมเป็นท่าเรือและประตูการค้าเชื่อมสองฝากฝั่งทะเลก็ย่อมที่ จะเป็นเส้นทางของบรรดาพ่อค้าวานิชทั้งหลายทุกชาติภาษา รวมทั้งพ่อค้าจีนด้วยอย่างแน่นอน จึงสันนิษฐานว่าบนเส้นทางสายนี้จัดอยู่ในเส้นทางค้าไหมทางทะเลด้วย    &lt;br /&gt;เส้น ทางสายไหมกระจายออกไปหลายทาง ทางหนึ่งจะผ่านไปทางคาราคอรัม มีทางบกลงสู่ปากีสถานและอินเดีย เส้นทางนี้นอกจากใช้เป็นเส้นทางการค้าแล้ว ยังเป็นเส้นทางเผยแพร่ศาสตรพุทธจากอินเดียไปสู่จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ร่องรอยพุทธศาสนาปรากฏตามถ้ำหลายแห่ง     &lt;br /&gt;การเดินทางไปสืบพระศาสนาของ หลวงจีนฟาเหียน พระถังซำจั๋ง ก็ใช้เป็นเส้นทางนี้เดินทางทั้งสิ้น ขากลับได้อาศัยเรือพ่อค้าซึ่งใช้เส้นทางทะเลสำหรับดินแดนทางสุวรรณภูมิ ได้รับศาสนาพรามหมณ์และศาสนาพุทธก่อน ร่องรอยการเข้ามาของพุทธศาสนาผ่านเข้ามาบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น พระโสณะ และพระอุตระ มาเผยแผ่พุทธศาสนา ตามหลักฐานที่ปรากฏทางนครปฐม มหาสถูปบรมพุทโธในชวา พระบรมธาตุไชยา และนครศรีธรรมราช     &lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังพบวัตถุทางพุทธศาสนาตามแหล่งถ้ำต่างๆ อีกมากมาย เช่น พบพระพิมพ์ดินดิบที่เขาขนาบน้ำ จ.กระบี่ นับเป็นพระพิมพ์ดินดิบที่เก่าแก่ที่สุดในภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบวัตถุอื่นๆ เช่น สถูปเล็กๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า &amp;quot;กรอบแก้ว&amp;quot; ในบริเวณคลองท่อมและถ้ำอื่นๆ อีกด้วย    &lt;br /&gt;เป็นที่ยอมรับกันว่าวัฒนธรรม ไทยหลายอย่างมีรากฐานมาจากความเชื่อจากวัฒนธรรมอินเดีย คนอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิตั้งแต่เมื่อใดนั้น ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด คิดเอาว่าตั้งแต่ผู้คนแถบนั้นค้นพบความลับเรื่องลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นั่น เอง    &lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่บ่งบอกว่า บรรดาผู้คนหรือพ่อค้าที่เดินทางมาแถบทะเลใต้นี้ มิได้มีเฉพาะชาวอินเดียเท่านั้น ยังมีอาหรับ กรีก โรมัน และชาวจีนอีกด้วย การเดินทางของบรรดาเรือพ่อค้าต้องผ่านช่องแคบมลายูแต่ภายหลังเกิดมีโจรสลัด ชุกชุมคอยปล้นสะดมเรือสินค้า พ่อค้าจึงเปลี่ยนเส้นทางเป็นการขนส่งสินค้าข้ามฝั่งทางบกแทนฝั่งตะวันออก    &lt;br /&gt;เส้น ทางข้ามแหลมที่สำคัญเฉพาะในส่วนประเทศไทย เช่น 1) เส้นทางเสียบยวน-ปากจั่น-กระบุรี-เขาสามแก้ว (ชุมพร) 2) เส้นทางกำพวน-อ่าวบ้านดอน-นางย่อน-อ่าวบ้านดอน-คุระบุรี อ่าวบ้านดอน (สุราษฎร์ธานี) 3) เส้นทางตะกั่วป่า-ข้ามเขาศก-อ่าวบ้านดอน 4) เส้นทางปากลาว-เขาต่อคลองพุมดวง-อ่าวบ้านดอน     &lt;br /&gt;5) เส้นทางคลองท่อม-คลองสินปุน-เวียงสระ-อ่าวบ้านดอน 6) เส้นทางสายตรัง-ยะรังหรือจากไทรบุรี-ผ่านปัตตานี และ 8) เส้นทางปะเหลียน-ข้ามช่องเขาบรรทัด-บางแก้ว ทะเลสาบสงขลา    &lt;br /&gt;จากการ ศึกษาร่องรอยทางโบราณคดี พบว่า จ.กระบี่ มีร่องรอยการเดินทางข้ามฝั่ง ได้แก่ 1) เส้นทางคลองปากลาวขึ้นไปทางนาเหนือ-เขาต่อ ลงคลองชะอุ่น ผ่านปากพนัง-คลองพุมดวง-พุนพิน ออกทะเลที่ปากพันคูหาอ่าวบ้านดอน (สายนี้จะไปตามคลองมะลุ่ยเขตต่อจังหวัดพังงาก็ได้ จะไปบรรจบทางเดียวกัน 2) เส้นทางคลองหินสุกปลายคลองไปต่อคลองหนุนไปออกคลองอีปันออกแม่น้ำหลวง (ตาปี) ที่บ้านย่านดินแดง ออกอ่าวบ้านดอน     &lt;br /&gt;3) เส้นทางคลองกระบี่น้อยขึ้นไปบรรจบกับคลองอีปันได้เหมือนกันแล้วออกแม่น้ำ หลวง 4) เส้นทางคลองปกาไสออกคลองอีปัน หรือจะแยกจากปลายคลองไปพรุดินนา ลำทับ ทุ่งใหญ่ ออกแม่น้ำหลวงออกอ่าวบ้านดอนหรือแยกไปนครศรีธรรมราชก็ได้     &lt;br /&gt;5) เส้นทางเดินบกไปลำทับออกคลองสินปุน ออกแม่น้ำหลวงที่บ้านหนองปลาตาย แล้วล่องเรือผ่านพระแสง เวียงสระออกอ่าวบ้านดอน หรือแยกจากทุ่งใหญ่ไปนครศรีธรรมราชได้เหมือนกัน    &lt;br /&gt;สภาพทะเลกระบี่ เมื่อ 1,000 ปีก่อน เป็นที่ยอมรับกับสภาพทางภูมิศาสตร์แถบดินแดนทะเลใต้ว่าไม่ได้มีสภาพเช่นทุก วันนี้ ทะเลได้กินลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่มาก ทั้งนี้ พิจารณาจากสภาพทางธรณีวิทยาที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ เช่น สภาพอ่าวไทยแต่เดิมอาจจะลึกขึ้นไปถึงบริเวณปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์    &lt;br /&gt;สภาพ ภูมิศาสตร์ของ จ.กระบี่ ถ้าสังเกตจะเห็นร่องรอยทะเลลึกเข้าไปมาก ภูเขาหินปูนที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเคยอยู่ในทะเลทั้งสิ้นมีคนพบสมอเรือขนาดใหญ่เขาปราบปัจจุบันอยู่ห่างจาก ทะเลมาก    &lt;br /&gt;ร่องรอยหนองน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;quot;ลุ่มฝังยักษ์&amp;quot; สันนิษฐานว่าน่าจะมีซากเรือจมอยู่เพราะปรากฏว่าน้ำมีสีแดงคล้ายสนิมเรือ    &lt;br /&gt;หรือ แม้แต่ที่ ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ แม้จะไม่มีใครพบร่องรอยการก่อสร้างอาคารโบราณสถานใหญ่โตเหมือนเมืองโบราณ อื่นๆ แต่ทว่าพบหลักฐานต่างๆ มากมายที่แสดงว่าในอดีตเคยเป็นชุมชน    &lt;br /&gt;นัก โบราณคดีระบุว่า &amp;quot;คลองท่อม&amp;quot; เป็นสถานีการค้า หรือเมือง &amp;quot;ตักโกลา&amp;quot; เป็นชื่อชุมชนโบราณบนทะเลตะวันตก บันทึกไว้ในจดหมายเหตุนายคลอดิอุส ปโตเลมี นักดาราศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ชาวกรีก เมื่อราว พ.ศ.800     &lt;br /&gt;สันนิษฐานว่า เมืองตักโกลาทำหน้าที่เป็นประตูทางฝั่งทะเลตะวันตกที่เปิดไปสู่ทะเลฝั่งตะวันออกที่อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี    &lt;br /&gt;ส่วน ที่ตั้งแหล่งโบราณคดีคลองท่อมเหมาะจะเป็นที่ตั้งแหล่งอาศัยคือ สามารถติดต่อทางทะเลได้สะดวก โดยอาศัยลำคลองท่อมซึ่งสมัยก่อนคงลึกเข้าไปในแผ่นดินอีกมาก เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าจอดพื่อขนถ่ายสินค้า สังเกตจากการขุดพบซากเรือหลายลำที่จม หลักฐานต่างๆ ที่ล้วนพบมีความเกี่ยวกันกับกรีก โรมัน อินเดีย อาหรับ จีน และไกลออกไปถึงอียิปต์     &lt;br /&gt;หลักฐานที่***สัดคลองท่อมเก็บรวบรวมไว้ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี อาทิ วัตถุที่ทำด้วยหิน เช่น เครื่องมือหิน หินดุ หินสลัก แม่พิมพ์ ตราประทับ ลูกปัดหิน ก้อนรัตนชาติ วัตถุทำด้วยแก้ว เช่น ลูกปัดแก้ว กำไล แก้วหล่อ แหวน เศษภาชนะ วัตถุที่ทำด้วยดินเผา อาทิ ภาชนะดินเผา ตะคันดินเผา แม่พิมพ์ลายประทับ วัตถุที่ทำด้วยสำริด เช่น แหวน กำไล ตุ้มหู รูปสัตว์ต่างๆ เหรียญรูปสัตว์ต่างๆ วัตถุที่ทำด้วยทอง เช่น ลูกปัดทองคำแท่งหรือแผ่นแหวนทองคำ     &lt;br /&gt;หลักฐานอีกส่วนหนึ่งที่บ่งบอก ถึงความมั่งคั่งของชุมชนแห่งนี้ในอดีตที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า &amp;quot;คลองท่อม&amp;quot; เป็นตลาดการค้าเมื่อพิจารณาตามหลักฐานไม่ว่าจะเป็นการพบซากไม้กระดาน สมอเรือจมอยู่ในลำคลองหลายลำบ่งบอกว่าเป็นเรือสินค้า หรือการพบตราประทับหลายชิ้นบันทึกด้วยอักษรปัลลวะภาษาสันสฤกต คำนวณอายุระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 10-12 ข้อความเกี่ยวข้องกับการค้า เมื่อเป็นท่าเทียบเรือหรือตลาดกลางแลกปลี่ยนน่าจะมีการตรวจตรา อนุญาต เก็บกักตุนสินค้าและการชำระภาษี    &lt;br /&gt;นักโบราณคดีระบุว่า นักเดินเรือจะตั้งทิศทางในแนวละติจูดที่ 7 อาศา หรือกว่าเล็กน้อย แต่ไม่เกินละติจูดที่ 8 องศา ซึ่งพิกัดดังกล่าวนี้จะอยู่ระหว่างตรังถึงพังงา เนื่องจากประสิทธิภาพของเรือสินค้าที่พัฒนาไม่เพียงพอที่จะเดินทางไกลมากได้ จึงจำเป็นต้องมีสถานีจอดพักเรือเพื่อซ่อมแซมหาเสบียงและน้ำจืด ซึ่งคลองท่อมอยู่ในพิกัดที่เหมาะสมเรื่องทิศทางลมมรสุมนั่นเอง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11332 มติชนรายวัน&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-9187881129940506023?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/9187881129940506023/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=9187881129940506023' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/9187881129940506023'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/9187881129940506023'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_5236.html' title='สำรวจ&amp;quot;คลองท่อม&amp;quot; ประตูการค้า&amp;quot;ยุคโบราณ&amp;quot; เชื่อมอันดามัน-อ่าวไทย'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-8852475502872135170</id><published>2009-03-19T00:11:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:17:27.007-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มิวเซียมสยาม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>เปิดตัวหนังสือ"รอยลูกปัด" "หมอบัญชา"เปิดใจไขปริศนาเจอลูกปัดครั้งแรกหลังสึนามิ "จิระนันท์"ทึ่งศิลปะอารยธรรม</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 19:26:58 น.&amp;#160; มติชนออนไลน์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="163" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12373828381237387563l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12373828381237387563l.jpg" width="240" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;เปิดตัวหนังสือ&amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; &amp;quot;หมอบัญชา&amp;quot;เปิดใจไขปริศนาเจอลูกปัดครั้งแรกหลังสึนามิ &amp;quot;จิระนันท์&amp;quot;ทึ่งศิลปะอารยธรรม&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;&amp;quot;หมอบัญชา&amp;quot;แถลงเปิดตัวหนังสือ&amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; เผยเจอลูกปัดครั้งแรกหลังช่วยชาวบ้านเหยื่อสึนามิ ศึกษาที่มาทั้ง25แห่ง เผยผู้เชี่ยวชาญพบลูกปัด&amp;quot;สุริยเทพ&amp;quot;1เม็ดบนเส้นทางสายไหมกลางทะเลทรายเมือง จีน แต่เนื้อไม่เนียนเท่าคลองท่อม &amp;quot;จิระนันท์&amp;quot;ทึ่งศิลปะยุคเริ่มอารยธรรม ชี้มีคุณค่าในตัวเอง ค้านทำเป็นเครื่องลางป้องกันผี     &lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 16.30 น. ประชาชนทยอยเดินทางไปที่มิวเซียมสยามเพื่อชมนิทรรศการลูกปัด และร่วมงานเปิดตัวหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับมิวเซียมสยาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีการนำลูกปัดจากที่ต่างๆ ทั้งของเก่าและปัจจุบันมาจำหน่าย พร้อมทั้งจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับลูกปัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ขณะเดียวกันในบริเวณงานมีการตั้งซุ้มอาหารระดับเชลล์ชวนชิมให้ผู้ร่วมงานฟรี &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้มีเกียรติผู้มาร่วมงานมีทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไป ได้แก่ นางจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ นายบูรพา อารัมภีร บุตรชายของนายสง่า อารัมภีร คุณหญิงกฤษณา อโศกสิน นักเขียนชื่อดัง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นาวาเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเอนก นาวิกมูล นักสะสมของเก่า คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางรตยา จันทร์เทียร อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นายบัญญัติ คำนูญวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพีออล จำกัด พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ นักเขียนสารคดีประวัติศาสตร์ ม.ร.ว.ชาญวุฒิ วรวรรณ อดีตอาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น โดยมีนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะให้การต้อนรับ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ต่อมาเวลา 17.30 น. มีการเสวนาเรื่อง &amp;quot;ไขปริศนาแห่งลูกปัด&amp;quot; โดย นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผู้เขียนหนังสือเรื่อง &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; ซึ่งเป็นนักสะสมลูกปัด โดยมี น.ส.สายสวรรค์ ขยันยิ่ง ดำเนินการเสวนา &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า ตนเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้านที่ถูกสึนามิถล่มที่ จ.กระบี่ ได้พบเห็นชาวบ้านใส่สายสร้อย ลูกปัด ที่น่าตกใจเห็นหลายชิ้นมีอักขระ พราหมี คิดว่าน่าจะมีความหมายที่สำคัญอะไรบางอย่าง จึงไปศึกษากับนักวิชาการและผู้รู้ และเมื่อได้คุยกับอาจารย์สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษา ซึ่งอยู่ที่สถาบันทักษิณ โดยอาจารย์สุทธิวงศ์แนะนำว่าให้เก็บลูกปัดเอาไว้ เพราะหายไปมากแล้ว ตนจึงเริ่มเก็บตั้งแต่บัดนั้นและค่อยๆ ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับลูกปัดเรื่อยมา&amp;#160;&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีหลายท่านศึกษาและทำรายงานไว้แล้ว ตนแค่ปะติดปะต่อภาพ โดยเริ่มศึกษาจากแหล่งลูกปัด 5 แหล่ง และค่อยศึกษาไปจนกระทั่งครบ 25 แหล่ง ซึ่งใน 25 แหล่งลูกปัดที่ลงไปศึกษาพบ 10 จุดที่มีหลักฐานสำคัญ เช่น แหล่งลูกปัดที่เก่าที่สุด ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากร และทีมวิจัยจากประเทศฝรั่งเศส ทำการศึกษาที่เขาสามแก้ว จ.ชุมพร มีอายุพุทธศตรรรษที่ 4 แต่ก็ยังมีอีกสองแห่งที่มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่เก่าแก่เท่าคือที่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎรธานี และที่ ภูเขาทอง อ.สุขสาราญ จ.ระนอง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่ผมพบคือ มีลูกปัดเป็นจำนวนมากในภาคใต้ ที่ภาคใต้เป็นแหล่งลูกปัดที่สำคัญ และนำไปสู่การค้าขาย เมื่อครั้งที่คุณไมเคิล ไรท ยังมีชีวิตอยู่ ผมได้ขอคำแนะนำจากคุณไมเคิล และได้ตั้งโจทก์ไว้ 2 ข้อคือ 1.ภาคใต้กลายเป็นศูนย์การผลิตที่ใหญ่มาก 2.พบชิ้นส่วนลูกปัดโรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าคนที่ภาคใต้จะต้องมีความสัมพันธ์หรือมีสถานะพอที่จะเป็นเจ้า ของลูกปัดเหล่านั้น&amp;quot; นพ.บัญชา กล่าว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า เรื่องลูกปัดสุริยเทพ&amp;#160; ที่คลองท่อม ตอนแรกที่เจอชาวบ้านเรียกว่าลูกปัดหน้าคน และด้วยความที่มีลักษณะคล้ายหน้าอินเดียนแดง บางคนจึงเรียกว่าลูกปัดอินเดียนแดง ส่วนชื่อลูกปัดที่เรียกสุริยเทพนั้น ได้สอบถามจากนายวินัย อุกฤษณ์ อดีตนักร้องวงคาราวาน ผู้แต่งเพลงนกสีเหลือง บอกว่าคนที่ตั้งชื่อสุริยเทพ คือนายกลิ่น คงเหมือนเพชร นักวิชาการในจ.กระบี่ เพราะลูกปัดมีลักษณะคล้ายเทพสุริยเทพ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นพ.บัญชากล่าวว่า นพ.เจมส์ แลงค์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัดและแก้วโบราณบอกไว้ว่าได้พบลูกปัดสุริยเทพ 1 เม็ดที่กลางทะเลเทรายในมณฑลซินเจียง ประเทศจีน โดยพบภายในหลุมฝังศพพ่อค้า จุดตรงนี้เป็นเส้นทางสายไหม แต่ตนดูแล้วเนื้อลูกปัดไม่เนียนเท่าลูกปัดที่คลองท่อม อย่างไรก็ตามต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมในส่วนของเนื้อแก้ว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ด้านนางจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ซึ่งมาร่วมงานนี้ด้วย ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของลูกปัดว่า ลูกปัดเป็นศิลปะในยุคเริ่มต้นของอารยธรรม และเป็นสิ่งน่าทึ่งมาก ในความคิดเห็นส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องทำลูกปัดมาเป็นเครื่องลาง ไม่ต้องป้องกันผี แต่ลูกปัดมีคุณค่าในตัวเอง ต่อให้เอาความศักดิ์สิทธิ์ออกไปก็ยังมีความสวยงามและมีคุณค่า สำหรับคนยุคนี้เรื่องของลูกปัดไม่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ แต่ใช้เป็นเครื่องประดับ ซึ่งมีคุณค่าในตัวเองและหายากที่จะมีอะไรเหมือนลูกปัดมีครบทุกด้านในตัวเอง ทั้งแง่ของความรู้ บอกเล่าอารยธรรม และเป็นสิ่งสวยงาม ใช้เป็นเครื่องประดับก็ได้ ไม่ใช่สิ่งที่วางไว้บนหิ้งบูชา &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot;&amp;#160; ที่นำมาจำหน่ายในงานแถลงข่าวได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของกิ๊ฟต์เซ็ต ประกอบด้วยหนังสือรอยลูกปัด กระเป๋า เข็มกลัด และโพสต์การ์ด 800 บาทขายจนหมด &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทั้งนี้ หนังสือ &amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับลูกปัดตั้งแต่ยุคแรกเริ่มมีลูกปัดใน เมืองไทย เนื้อหาภายในหนังสือแบ่งออกเป็น 5 บท เป็นหนังสือพิมพ์กระดาษอาร์ตมัน สี่สีสวยงาม หนา 250 หน้า มีคุณค่าแก่การเก็บสะสม โดยให้ความรู้เกี่ยวกับลูกปัดอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในขณะนี้ จำหน่ายราคาเล่มละ 800 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพิมพ์มติชน โทร 02-5800021 ต่อ 1335 &lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-8852475502872135170?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/8852475502872135170/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=8852475502872135170' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8852475502872135170'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8852475502872135170'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_2743.html' title='เปิดตัวหนังสือ&amp;quot;รอยลูกปัด&amp;quot; &amp;quot;หมอบัญชา&amp;quot;เปิดใจไขปริศนาเจอลูกปัดครั้งแรกหลังสึนามิ &amp;quot;จิระนันท์&amp;quot;ทึ่งศิลปะอารยธรรม'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-8017439505432521747</id><published>2009-03-19T00:08:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:10:30.857-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ควนลูกปัด'/><title type='text'>"พระสุริยเทพ"บนลูกปัด เรื่องจริง หรือความเข้าใจผิด?</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11331 มติชนรายวัน   &lt;br /&gt;&lt;b&gt;&amp;quot;พระสุริยเทพ&amp;quot;บนลูกปัด เรื่องจริง หรือความเข้าใจผิด?&lt;/b&gt;    &lt;br /&gt;คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม    &lt;br /&gt;โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01190352p1.jpg" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูกปัด &amp;quot;พระสุริยเทพ?&amp;quot; พบที่ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ อายุราว พ.ศ. 600-1100&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูกปัดเป็นประดิษฐกรรมเก่าแก่ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า แต่เดิมผลิตขึ้นใช้ในพิธีกรรม คล้ายกับเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่ง    &lt;br /&gt;เริ่ม แรกจากกลวิธีการผลิตอย่างง่ายด้วยการเจาะรูลงบนวัสดุธรรมชาติจำพวก เปลือกหอย เขี้ยว หรือกระดูกสัตว์ พัฒนาไปเป็นดินเผา หินสีมีค่า แก้ว เรื่อยไปจนกระทั่งถึงโลหะประเภทต่างๆ    &lt;br /&gt;กระบวนการผลิตเหล่านี้จำต้อง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะการควบคุมอุณหภูมิความร้อนของไฟที่ใช้ในการหลอมแก้ว หล่อโลหะชนิดต่างๆ ให้เป็นลูกปัดที่มีทรวดทรงตามต้องการ จนกระทั่งถึงการผลิตเครื่องมือที่ใช้ในการเจาะรูลูกปัด หรือตัดแต่งหินที่มีความแข็งให้ได้รูปทรงงดงาม นี่ยังไม่นับเทคโนโลยีทางด้านอื่น เช่น การหุง สีหิน เป็นต้น    &lt;br /&gt;ผู้ถือ ครองลูกปัดในสมัยโบราณจึงมักจะเป็น &amp;quot;ชนชั้นนำ&amp;quot; ของชุมชน ที่มีอำนาจในการผลิต และถือครองเทคโนโลยีชั้นสูง ชนชั้นนำเหล่านี้มักจะทำหน้าที่ติดต่อกับสิ่งเร้นลับ เพราะถือเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ จำพวกที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า พ่อมดหมอผี     &lt;br /&gt;นานวันเข้าความสวยงามที่เกี่ยวข้องกับการประดับประดาก็ ค่อยสำคัญขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะสัมพันธ์กับสถานภาพ อำนาจ หรือแสดงออกถึงความมั่งคั่งของผู้นำชุมชน หมอผี หรือบุคคลในลำดับถัดไปในชุมชน ตามแต่ระดับความซับซ้อนในแต่ละชุมชน &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01190352p2.jpg" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูก ปัด &amp;quot;หน้ากาก&amp;quot; ในวัฒนธรรมฟินิเซียน อายุราว พ.ศ. 100-250 ใบหน้าเขียนลงบนพื้นหินสีขาว ประดับแก้วสีโคบอลล์เป็นผม และเครารูปหลอด (ภาพจาก A Universal Aesthetic Collectible Beads)&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เทคโนโลยี การผลิตที่สูงขึ้น มาพร้อมการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายนอกที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รูปแบบของลูกปัดค่อยๆ หลากหลายมากยิ่งขึ้น รูปแบบของลูกปัดที่แปลกตา ยิ่งผลิตขึ้นจากวัสดุที่ไม่มีในท้องถิ่น ก็ยิ่งกลายเป็นสิ่งของมีค่า หลายครั้งที่พบหลักฐานว่า &amp;quot;ลูกปัด&amp;quot; ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้ามาก่อนเงิน หรือเหรียญกษาปณ์ด้วย    &lt;br /&gt;การ ค้าโลกข้ามคาบสมุทรเมื่อราวหลัง พ.ศ.200 เป็นต้นมา ขยาย และเชื่อมต่อโลกตะวันตก-ตะวันออกเข้าด้วยกัน ความนิยมในลูกปัดบางแบบที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในโลกตะวันตก หรือตะวันออกกลาง จึงสามารถพบได้ตามเมืองท่าเก่าแก่ของอินเดีย อุษาคเนย์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในทิศทางตรงกันข้ามกัน ลูกปัด รวมไปถึงวัตถุบางชนิดจากอุษาทวีปก็ไปพบตามเมืองท่าโบราณของโลกตะวันตก    &lt;br /&gt;ควน ลูกปัด ที่ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พบลูกปัดโบราณจำนวนมาก เพราะเป็นเมืองท่าในเส้นทางการค้าข้ามสมุทรของโลกยุคโบราณ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า อาจเป็นแหล่งผลิตแก้ว และลูกปัด มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานแล้ว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" hspace="0" src="http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/03/pra01190352p3.jpg" border="1" /&gt;    &lt;br /&gt;ลูกปัดโมเสค รูปใบหน้าบุคคลในวัฒนธรรมโรมัน อายุราว พ.ศ. 450-650 (ภาพจาก A Universal Aesthetic Collectible Beads)&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลูก ปัดชิ้นเด่นกลุ่มหนึ่งที่พบในชุมทางแลกเปลี่ยนสินค้ายุคเก่าแห่งนี้ คือแบบที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ &amp;quot;ลูกปัดพระสุริยเทพ&amp;quot; ผลิตจากแก้วหลากสีสัน ด้วยเทคนิคแบบที่เรียกว่าโมเสค มักมีสัณฐานกลมแบน ตรงกลางเขียนรูปใบหน้าบุคคล ล้อมรอบด้วยลายขีดเป็นแฉกแยกออกจากรูปของใบหน้า คล้ายกับเป็นรัศมี แต่เดิมเมื่อถูกพบโดยกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นจึงเรียกกันว่า ลูกปัดหน้าคน หรือลูกปัดอินเดียนแดง ต่อมา &amp;quot;นักสะสม&amp;quot; ค่อยมาเรียกในภายหลังว่า ลูกปัดพระสุริยเทพ เพราะมีรัศมีล้อมรอบกรอบใบหน้ารูปวงกลมคล้ายรูปพระอาทิตย์   &lt;br /&gt;ลูกปัดแบบ ที่เขียนสี จำหลักลายเป็นรูปหน้าคน มีลวดลายนานาล้อมกรอบสวยงาม แบบที่นักโบราณคดีฝรั่งเรียกว่า Face Beads ยังพบในแหล่งโบราณคดีอื่นๆ โดยเฉพาะในโลกโรมันช่วงระหว่างราว พ.ศ.450-650 ที่นิยมผลิตขึ้นจากโมเสค     &lt;br /&gt;ส่วน ในวัฒนธรรมที่เก่าแก่ไปกว่านั้นอย่าง ฟินิเซียน ในโลกตะวันออกกลาง (ราว พ.ศ.100-250) มีลูกปัดหินประดิษฐ์เป็นรูปใบหน้าบุคคล คล้ายหน้ากากที่วิจิตรบรรจงยิ่งกว่า     &lt;br /&gt;ลูกปัดอย่างที่เรียกว่า ลูกปัดพระสุริยเทพ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากลูกปัดรูปใบหน้าบุคคลเหล่านี้ ซ้ำยังเป็นเทคนิคการประดับแก้วโมเสคอย่างเดียวกับโรมันด้วย เพียงแต่ต่างกันที่รูปทรง ลวดลาย และฝีมือช่าง เพราะผิดแปลกกันไปตามแต่เทคนิค และรสนิยมในท้องถิ่น เพียงแต่ไม่อาจจะกำหนดอายุให้แน่ชัดลงไปได้มากนัก เนื่องจากที่บริเวณควนลูกปัด ยังพบลูกปัดดินเผาจารึกอักษรปัลลวะที่กำหนดอายุได้ไม่น้อยไปกว่า พ.ศ.1100    &lt;br /&gt;จึง อาจจะกล่าวอย่างกว้างๆ ได้ว่า ลูกปัดใบหน้าบุคคล เป็นลูกปัดรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันในโลก (ที่เชื่อมโยงกับการค้าข้ามสมุทร) ระหว่างช่วง พ.ศ.100-1100     &lt;br /&gt;ที่เรียกว่าลูกปัดพระสุริยเทพจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน     &lt;br /&gt;แต่ ที่ไม่ผิดแน่คือ คลองท่อมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าโลกยุคโบราณ ที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลก ลูกปัดรูปใบหน้าบุคคลที่นิยมมาก่อนในโลกตะวันออกกลาง และโรมันจึงมาพบอยู่ในพื้นที่โลกสุวรรณภูมิ    &lt;br /&gt;หน้า 20&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/30477580-8017439505432521747?l=oldbeads.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://oldbeads.blogspot.com/feeds/8017439505432521747/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=30477580&amp;postID=8017439505432521747' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8017439505432521747'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/30477580/posts/default/8017439505432521747'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://oldbeads.blogspot.com/2009/03/blog-post_19.html' title='&amp;quot;พระสุริยเทพ&amp;quot;บนลูกปัด เรื่องจริง หรือความเข้าใจผิด?'/><author><name>ancientbeads</name><uri>http://www.blogger.com/profile/11474303128985958364</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-30477580.post-1596160807831979219</id><published>2009-03-17T10:09:00.001-07:00</published><updated>2009-08-14T02:20:26.628-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดโบราณ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุราษฎร์ธานี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พิพิธภัณฑ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ลูกปัดสุริยเทพ'/><title type='text'>"อธิบดีกรมศิลป์"รุดตรวจพิพิธภัณฑ์ลูกปัด รับยังมีทรัพย์สินล้ำค่าไม่ได้ขึ้นทะเบียน</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 19:55:59 น.&amp;#160; มติชนออนไลน์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto" height="162" alt="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12366867001236686717l.jpg" src="http://www.matichon.co.th/online/2009/03/12366867001236686717l.jpg" width="240" /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผอ.การท่องเที่ยวกระบี่ ร่วมหนุนเส้นทางอารยธรรมโบราณเชื่อมพื้นที่5จังหวัดภาคใต้ ย้อนประวัติศาสตร์2พันปี เผยเป็นแนวโน้มการท่องเที่ยวโลก อธิบดีกรมศิลป์ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดวัดคลองท่อม ยอมรับมีทรัพย์สินล้ำค่า ชี้ยังไม่ขึ้นทะเบียนวัตถุโบราณ เตรียมเจ้าหน้าที่ศึกษาร่องรอยประวัติศาสตร์ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นายเกรียงไกร ธัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางไปตรวจพิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ วัดคลองท่อม ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เป็นสถานที่เก็บรวบรวมลูกปัดโบราณล้ำค่าอายุกว่า 2,000 ปี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ว่า&amp;#160; นอกจากลูกปัดโบราณแล้วในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถประเมินราคาได้&amp;#160; แต่ทรัพย์สินทั้งหมดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณแม้แต่ชิ้นเดียว&amp;#160; กรมศิลปกรจะต้องดำเนินการต่อไป&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;ประการที่สำคัญ ทางกรมศิลปากร และนักโบราณคดี จะต้องศึกษาทรัพย์สินต่างๆ อย่างละเอียด ถึงประวัติความเป็นมา ในอดีต เพราะถ้าหากเราให้ข้อมูลไม่ถูกต้องกับประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่มาดู มาชม จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง&amp;#160; เพราะฉะนั้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์จะต้องชัดเจน&amp;quot; นายเกรียงไกรกล่าว &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นายเกรียงไกรกล่าวว่า&amp;#160; สำหรับปัญหางบประมาณที่ท้องถิ่นประสบอยู่นั้น ทางกรมศิลปากรมีงบประมาณอยู่บ้าง การแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องร่วมมือกับหลายภาคส่วน&amp;#160; ส่วนปัญหาด้านผู้เชี่ยวชาญลูกปัด รวมถึงการจัดการให้เป็นระบบ หรือวิธีการเก็บรักษา ลูกปัดอย่างถูกวิธี ทางเจ้าหน้าที่ กรมศิลปากร ที่ 15 จ.ภูเก็ต รับผิดชอบดูแลจะประสานงานกับท้องถิ่นซึ่งสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวภูมิภาค&amp;quot;มติชน&amp;quot;รายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนที่ทราบข่าวลูกปัดสุริยเทพคลองท่อมเป็นลูกปัดโบราณของสุธีรัตนา มูลนิธิถูกโจรกรรมระหว่างนำไปจัดแสดงในนิทรรศกาล&amp;quot;ปริศนาแห่งลูกปัด&amp;quot;ที่มิ วเซียมสยาม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทั้งในจ.กระบี่ และ จากจังหวัดต่างๆจำนวนมากเดินทางเข้าชมลูกปัดสุริยเทพคลองท่อมซึ่งมีอยู่ใน ครอบครองของพิพิธภัณฑ์ลูกปัดอีกหนึ่งเม็ด &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เจมส์ แลงก์ตัน ผู้เชี่ยวชาญลูกปัดโบราณชาวอเมริกัน ระบุลูกปัดสุริยเทพคลองท่อมที่ถูกขุดพบในอ.คลองท่อม เพียงแห่งเดียวในโลก น่าจะมีไม่เกิน 50 เม็ด แต่ทางด้านนพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการสุธีรัตนามูลนิธิ ประเมินในโลกนี้มีลูกสุริยเทพคลองท่อมไม่เกิน 10เม็ด และมี1เม็ดนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูกปัด กรุงวอชิงตัน ดีซี. สหรัฐอเมริกา&amp;#160; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทางด้านนางพรประภา ล้อสุวรรณ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน จ.กระบี่ ดูแลพื้นที่พังงาและกระบี่ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีการเสนอปลุกกระแสการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่พิสูจน์พบลูกปัด โบราณและวัตถุโบราณอื่นๆ ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โดยพื้นที่ดังกล่าวสันนิษฐานเป็นแหล่งการค้าระดับ ภูมิภาคและแหล่งอารยธรรมเกี่ยวเนื่องกับกรีก โรมัน เปอร์เซีย จีน และอินเดีย ว่าการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอารยธรรมโบราณในปัจจุบัน ถือเป็นแนวโน้มหรืออยู่ในกระแสที่สำคัญของการท่องเที่ยวโลก นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมและหันมาสนใจเรื่องราวของอดีตกาล เรื่องราวสิ่งของและแหล่งท่องเที่ยวย้อนยุค คือการก้าวเข้าไปสู่การสืบค้นหาตำนานเพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;นางพรประภากล่าวว่า สำหรับพื้นที่ จ.กระบี่ ไม่ใช่มีเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม ที่มีร่องรอยของเส้นทางการค้าโบราณ สิ่งของมีค่าและลูกปัดเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปสู่ อ.อ่าวลึก ที่มีชุมชนหรือแหล่งที่อยู่อาศัยของคนโบราณ ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีโดดเด่นเช่นเดียวกัน และเมื่อเข้าเขต อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก ที่บริเวณเกาะคอเขา ร่องรอยทางโบราณคดีเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องราวเดียวกันทั้งสิ้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;quot;หาก
